29 กุมภาพันธ์ 2555

รวมปฏิกิริยาจากเฟซบุ๊ก ต่อกรณี "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" โดนทำร้ายร่างกาย

กล้องวงจรปิดของคณะนิติศาสตร์ มธ. จับภาพชาย 2 คน ที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ (ภาพข่าวจาก ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น)

มติชนออนไลน์......หมายเหตุ กรณีการถูกทำร้ายร่างกายของนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากกว่า 1 รูปแบบในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ด้านหนึ่ง มีคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่านายวรเจตน์สมควรถูกทำร้ายร่างกาย ในอีกด้าน มีผู้แสดงความเห็นคัดค้านต่อต้านการกระทำความรุนแรงต่อนักวิชาการรายนี้ มติชนออนไลน์ขออนุญาตประมวลทรรศนะส่วนหลังมานำเสนอ ดังนี้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพิ่งออนไลน์ เห็นข่าว อ.วรเจตน์ ...

พูดไม่ออกเลย

.......

ขณะที่คงต้องรอให้ จนท.ทำการสืบสวนออกมา ซึ่งควรจะมีความคืบหน้า เพราะมีทั้งภาพถ่ายวงจรปิดคนร้ายและเลขทะเบียนรถ แต่มีประเด็นที่ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ คือตั้งแต่ได้อ่านรายงานข่าวแล้ว ความรู้สึกของผม "นี่ไม่ใช่เรื่องของ ′พวกคลั่ง′ ทำแบบบังเอิญ" แต่ส่อไปในทางเป็นการกระทำแบบมีการ "สั่ง" มากกว่า

พูดจริงๆว่า อ่านรายงานข่าวและคุยถามยืนยันรายละเอียดจาก อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล แล้ว ชวนให้คิดถึงตอนต้นปีกลายที่ผมกำลังมีเรื่องคือ ลักษณะ คล้ายกันมาก ชาย 2 คน นั่งมอเตอร์ไซค์ มารออยู่เป็นวัน (กรณี อ.วรเจตน์ เห็นว่ามามากกว่า วันนี้ด้วย เคยมาวันอื่นแล้ว และรอตั้งแต่ 11 โมง จนบ่าย) แล้วก็ไม่กลัวเรื่องกล้องวงจรปิดของหมู่บ้าน หรือคนในหมู่บ้านจะเห็นหน้าตาด้วย (รวมทั้ง เลขทะเบียนรถมอเตอร์ไซต์ ก็มีจดไว้) ... ลักษณะแบบนี้ ไม่ใช่ลักษณะของ "พวกคลั่ง" ธรรมดาๆ ที่บังเอิญเจอหน้า ก็ทำร้าย

ผมพูดนี้ ไม่ใช่ต้องการให้สรุปโดยเด็ดขาด เพียงแต่เช่นเดียวกับ จนท. ในการสืบสวนเรื่องใด จะต้องดูรูปการณ์ของเรื่อง ซึ่งโดยรูปการณ์ของเรื่อง มัน "ส่อ" ไปทางแบบที่ว่าจริงๆ

----------

ความรู้สึกตอนนี้คือโกรธ เพิ่มขึ้นๆ

ส่วนหนึ่งของความโกรธ คือ นึกย้อนหลังไปเมื่อเดือนมกรา ช่วงที่มี คนใน รบ.บางคน และสื่อบางฉบับ ... ออกมาโจมตี นิติราษฎร์ รายวัน

คนเหล่านี้ (ทั้งคนใน รบ. และสื่อ) จะต้องรับผิดชอบทางคุณธรรมอะไรหรือไม่ ที่ช่วยกันสร้าง "กระแส" และ "บรรยากาศ" ของความไม่มีเหตุผล ความ "คลั่ง"?

ต่อให้เรื่องนี้เป็นการ "สั่ง" ไมใช่เรื่องของการทำร้ายแบบทำเองหรือบังเอิญของปัจเจกชนบางคน

การสร้างบรรยากาศหรือกระแสไร้เหตุผล คลั่งรายวัน ในเดือนก่อน ก็เป็น "แบ็กกราวน์" หรือการ "ปูทาง" สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้

คล้ายๆ ตอนที่ปีกลาย อภิสิทธ์ ปล่อยให้ทหาร ออกมา "ตบเท้า" รายวัน ขู่คนเรื่อง "ล้มสถาบัน" นั่นแหละ

----------

ประเทศนี้ป่วยมากๆ

คนที่ออนไลน์แสดงความ "สะใจ" หรือเชียร์ว่า "น้อยไป" ต่อการทำร้ายวรเจตน์ จะเป็นคนระดับใดบ้าง คงพูดให้ตายตัวไม่ได้ เพราะสมัยนี้ คนระดับล่างๆ ของสังคม ก็เริ่มออนไลน์กันไม่น้อย แต่ คงไม่ผิด ถ้าจะกล่าวว่า ส่วนใหญ่ที่สุด ยังเป็นคนระดับกลาง และมีการศึกษา อาจจะเป็นคนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย

อันที่จริง ต่อให้ ถ้าพูดแบบ "คติไทยๆ" การลอบทำร้าย ก็ เป็นการแสดงความขี้ขลาดตาขาว เพราะแสดงว่า คนที่ทำ ไม่กล้าแม้แต่จะมา "ท้าเผชิญหน้า" กันตัวต่อตัว ซึ่งๆ หน้า ต้องใช้วิธีลอบทำร้าย แล้วหนีไป

คนที่เชียร์การกระทำแบบนี้ ก็แสดงความขี้ขลาดตาขาวของตนด้วย เพราะพูดตามคติ "ไทยๆ แบบโบราณ" ที่พวกนี้ชอบอ้าง การกระทำที่พวกเขาเชียร์นี้ เรียกกันในภาษาบ้านๆ ว่า เป็นการกระทำแบบ "หน้าตัวเมีย" ไม่มีความเป็น "นักเลง" ไม่มีความกล้าหาญอะไรอยู่เลย (ขออภัย ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการเรียกแบบนี้ เพียงแต่ยกให้เห็น ด้วยคติของคนเหล่านั้นเอง)

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการที่คนระดับที่มีการศึกษา ระดับ "คนชั้นกลาง" จำนวนไม่น้อยเห็นว่า การ ลงมือทำร้ายนักวิชาการที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดจาก้าวร้าว ไม่สุภาพ บุคคลิกรูปร่างก็ออกไปในทางคนตัวเล็กๆ เรียบร้อยธรรมดาๆ เพียงเพราะสิ่งที่เขาเสนอด้วยคำพูดและงานเขียน ไม่เป็นที่ถูกใจ เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึก "สะใจ" หรือ ชอบใจได้

ต้องเป็นสังคมหรือประเทศที่ "ป่วย" มากๆ ที่แม้แต่คนที่มีการศึกษา ผ่านการอบรมบ่มเพาะเรื่องความรู้สมัยใหม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ที่คนเหล่านั้นชอบยกมาเป็นข้ออ้าง สามารถที่จะป่าเถื่อนทางจิตใจเช่นนี้ได้

แสดงว่า งบประมาณที่ประเทศที่สังคมลงทุนไปหลายร้อยหลายพันล้านในแต่ละปี ในการจัดการศึกษา ไม่ต้องพูดถึงงบประมาณมหาศาลในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่อง คุณธรรม ความดี ที่คนเหล่านั้นชื่นชม ... เป็นอะไรที่ล้มเหลว สูญเปล่า โดยสิ้นเชิง

นี่แสดงว่า "ระบอบคุณธรรม" ที่พวกเขาชอบอ้าง ... นั้น แท้จริง เป็นระบอบคุณธรรมของความป่าเถื่อน ความไร้ความเจริญทางจิตใจ แม้แต่ในขั้นพื้นๆ (ไม่ต้องพูดถึงเป็นระบอบคุณธรรมของความขี้ขลาดตาขาว ไร้ความสามารถ)

สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์

การใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย อาจารย์วรเจตน์แห่งกลุ่มนิติราษฏร์เป็นการกระทำที่สมควรถูกประณาม ไม่ว่าจะกระทำภายใต้นามแห่ง "การจงรักภักดี" ก็ตาม

อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียน

เราอาจมองว่าการที่มีคนทำร้ายร่างกา ยอ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำนิติราษฎร์เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้ แต่ในความเป็นจริง นี่คือยอดของภูเขาน้ำแข็งของความไม่พยายามเข้าใจสิ่งที่เป็นหลักหรือฐานความ คิดที่แตกต่างกัน และหาทางออกด้วยความหน้ามืด ตามัวแทน ในช่วงหก ตุลาคม มีเหตุการณ์ทำร้ายเล็กน้อยเหล่านี้บ่อยครั้ง บางส่วนก็มาจากลุ่มจัดตั้งอย่างนวพลหรือกระทิงแดง ก่อนที่มันจะขยายไปถึงการเอาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน หรือชีวิตของพนักงานการไฟฟ้าที่นครปฐม ก่อนจะนำไปสู่การปะทะกันเองอันดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในสังคมไทย

การออกมาโห่ร้องยินดีหรือเห็นด้วยกับการกระทำป่าเถื่อนเหล่านี้โดยไม่ยับยั้งชั่งใจของหลายฝ่ายในเวลานี้ ล้วน เป็นดังลูกบอลหิมะที่กลิ้งด้วยความเร็วสูงลงเบื้องล่าง ที่กว่าเราจะรู้สึกตัวถึงมวลมหาศาลของมัน ก็อาจสายเกินกว่าที่เราจะต้านมันอยู่ได้

วิวัฒน์ เลิศฯ กวี

จุดไฟในสายลม

29 กุมภาพันธ์ 2555

หาใช่เพราะเราจุดเทียนลมจึงพัดไม่
เพียงแต่ท่านไม่รู้ว่าพายุในใจท่านนั้นมีชื่อเรียกว่าพายุ


ในยามที่สายลมเรืองกำลัง
ท่านไม่อาจรู้เลยว่าท่านได้ทำลายบ้านช่องห้องหับไปกี่หลัง
ทำลายเรือกสวนไร่นาไปกี่แปลง
ท่านเพียงสำแดงแสนยานุภาพของสายลมอันจงรักภักดี
ช่างเปล่าดาย


เมื่อท่านเป่าเทียนของเราดวงหนึ่ง
ดวงอื่นก็จะเรื่อเรืองขึ้น
โปรดเข้าใจเถิดว่าเราไม่ได้หวังจะดับพายุในใจของท่าน
เพียงต้องการนำทางหากทำได้
ให้ท่านฝ่าพายุในใจของท่านเองออกมา


เราจุดเทียนกระทั่งรู้กำลังของสายลมกล้า
เนื่องเพราะนั่นคือทางเดียวที่เราจะไปสู่สถานที่ซึ่งสายลมอ่อนโยน
พอจะให้ความฝันเติบโตด้วยรากของตนเอง
หยั่งลงบนดินแห่งความเท่าเทียม


ในความมืดมิดของพายุจงรักภักดีแกว่นกล้า
ท่านจะเป็นผู้เหวี่ยงบัลลังก์ของตนเองขึ้นไปบนฟ้า
หาใช่เราเผาปราสาทของท่านไม่


จวบจนเมื่อลมสงบลง
แลท่านจมอยู่ในความมืด
ปัดป่ายไปยังเศษซากสรรพสิ่งที่ท่านทำลายลงไปกับมือ
ท่านจักรู้คุณค่าของแสงเทียนที่ท่านทำมันดับลับไป


จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์

ฉันเกลียดอภิสิทธิ์แต่ไม่เคยคิดจะต่อยหน้าอภิสิทธิ์!!!!!

เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักกิจกรรม



คน 2 คนที่ทำร้าย อ.วรเจตน์ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับคนอีกจำนวนมากยกย่อง 2 คนนี้เป็นฮีโร่

"วรเจตน์" หัวขบวนนิติราษฎร์ถูกชกที่มธ.ท่าพระจันทร์ "อธิการบดีสมคิด" ประณามคนลงมือทำร้าย


ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานว่า นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิก "กลุ่มนิติราษฎร์" ถูกคนร้ายชก ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยคนร้ายมาดักรอทำร้ายร่างกาย ที่บริเวณ ลานจอดรถของคณะนิติศาสตร์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รอง ผกก.ป.สน.ชนะสงคราม ได้เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบและดูภาพจากกล้องวงจรปิด  


ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Siri Wut


นายธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ระบุว่า ทราบว่ามีคนร้ายจำนวน 2 คน ได้ขี่รถมอร์เตอร์ไซต์ มาดักซุ่มรอทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์ หลายวันแล้ว เมื่อสบโอกาสจึงรัวหมัดชกนายวรเจตน์ หลายครั้ง จนกระทั่งเลือดออก แว่นแตก แล้วขึ้นรถมอร์เตอร์ไซต์หลบหนีไปทันที  

ทางด้านนายวรเจตน์ ได้ขับรถไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรีทันที

โดยในทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า บก.ลายจุด‏(@nuling) ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้ทวีตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

"คนร้าย 2 คนขี่มอเตอร์ไซค์ทะเบียน มธ 684 มาดักและต่อย อ.วรเจตน์ นักวิชาการนิติราษฏร์"

พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานเหตุคนร้ายรุมทำร้ายนายวรเจตน์แล้ว ขณะนี้อยู่ ระหว่างไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรีเบื้องต้นทราบว่าคนร้ายเป็นชาย2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ก่อเหตุแล้วหลบหนี สั่งให้ชุดสืบสวนของกองบังคับการสืบสวนสอบสอน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) และกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถสันนิษฐานได้ ขอตรวจสอบจากพยานหลักฐานก่อน

เวลา 16.00 น. วันเดียวกัน นายวรเจตน์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" ทางโทรศัพท์ ว่า ถูกทำร้ายร่างกายจริง ขณะยืนคุยอยู่กับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลอีก 1 คน ที่ลานจอดรถ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จู่ๆ มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ตรงเข้ามาจากด้านหลัง และเข้ามาชกบริเวณใบหน้าตนจนล้มลง และหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ทำให้จำรูปพรรณสัณฐานคนร้ายไม่ได้ แต่คาดว่าอาจารย์อีกคนน่าจะพอจำได้
"ขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรี และได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้เชิญไปสอบปากคำที่โรงพัก คาดว่าน่าจะเป็น สน.ชนะสงคราม เพราะอยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ" นายวรเจตน์กล่าว

สำหรับนายวรเจตน์ เป็นแกนนำนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ผ่านมามีบทบาทอย่างสูงในการขับเคลื่อนรณรงค์ให้มีการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาตรา 112

ก่อนหน้านี้ ช่วงปลายเดือนม.ค. 55 ที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจในการแก้ ม.112 ว่าทำเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดนำสถาบันไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง หลังจากมีบางฝ่ายออกมาต่อต้านถึงขั้นขู่นำไปตัดหัวว่า "ภายหลังจากคณะนิติราษฎร์เข้าร่วมงานเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" (ครก. 112) ในวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่ออธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 เพื่อประโยชน์ต่อการรวบรวมรายชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่รัฐสภา และภายหลังจากที่คณะนิติราษฎร์จัดงาน อภิปราย ′ลบล้างผลพวงรัฐประหาร - นิรโทษกรรม - ปรองดอง′ ขึ้นเองในวันที่ 22 มกราคม 2555 เพื่อเสนอรูปแบบองค์กร และกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เกิดกระแสเสียงจากสังคมทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ปรากฎว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลักวิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน

"คณะนิติราษฏร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอฯ ทราบและสบายใจว่า ข้อเสนอฯ ทุกข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการและอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสนอให้แก้ไข มาตรา 112 นั้น ไม่ถือเป็นความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของมาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ปรับปรุงแก้ไขเสีย

"การรวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไป ไม่ยุติ จนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวม คือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่ โดยคลิ๊ก แบบฟอร์ม ข.ก.๑ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน แนบ 1) สำเนาบัตรประชาชน และ 2) สำเนาทะเบียนบ้าน (ที่มีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทั้งสองฉบับ) ส่งไปรษณีย์ไปที่ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200"



ล่าสุด นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อหาว่า "ขอประณามคนที่ทำร้ายอ.วรเจตน์"

"สมศักดิ์ เจียมฯ" เขียนถึง "ณัฐวุฒิ-นปช.-พท." ถ้าไม่ทำในสิ่งควรทำ แล้ว "จะเลือกกันไปทำไมครับ?"



(ที่มา เฟซบุ๊กส่วนตัว สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล)

มติชนออนไลน์....นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก วิพากษ์วิจารณ์ความคับแคบของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และการทำงานของรมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลเพื่อไทย มีเนื้อหาดังนี้ 

----------

วันก่อนคุณณัฐวุฒิ พูดที่โบนันซ่า ว่า นปช.(เสื้อแดง) ไมใช่สู้เพื่อคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่สู้เพื่อคนทุกสีเสื้อ เพื่อประชาชนทุกคน

ก็เรียกว่าพูดดี พูดถูกล่ะครับ เหมือนที่ก่อนหน้านี้ หลายเดือนก่อน คุณจตุพรประกาศว่า เป้าหมายคือสู้เพื่อความยุติธรรมนั่นแหละ

ปัญหาคือ การกระทำของ นปช. และแม้แต่คุณณัฐวุฒิหรือจตุพรเอง บ่อยครั้ง มันไม่ match (บรรจบ ประสาน) กับการพูดดีแบบนี้น่ะครับ

เอากรณี อากง ก็ได้

อากง ไม่ใช่คนเสื้อแดง (บางคนว่า เป็นเสื้อเหลืองด้วยซ้ำ แต่จริงๆ ผมก็ว่าไม่ใช่)

การตัดสินอากงนั้น แม้แต่รอยัลลิสต์หลายคนยัง "ช็อค" ยังรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลมากๆ

แต่ นปช. ใช้เวลาถึงเกือบ 1 เดือน จึงค่อย "อุบอิบๆ" เอ่ยกรณีอากงขึ้นมา แบบเสียไม่ได้

.........

ปัญหา นปช. แต่ไหนแต่ไร คือ ความคับแคบ

อย่างผมเคยยกตัวอย่างเรียกร้องว่า คุณสมยศ นี่ นปช. น่าจะเชิญไปขึ้นเวที นปช. ก็ไม่เคยได้ขึ้น อะไรแบบนั้น

แต่ที่สำคัญและกว้างกว่าตัวอย่างสมยศคือ นปช. ตลอดมา "คับแคบ" ในแง่เป้าหมายการต่อสู้ คือ อะไรที่ไม่ใช่เกี่ยวกับ ทักษิณ หรือ เพื่อไทย นปช. ก็ไม่ยอมแตะต้องจริงๆ

ไม่อยากยกซ้ำว่า แม้แต่พวกตัวเอง ที่ตอนนี้ติดคุกครึ่งร้อย นปช. ทำอะไรมากกว่านี้ได้แน่ๆ แต่ก็ไม่ทำ

เพราะ "ยุทธศาสตร์ปรองดอง" ใหญ่ ของคุณทักษิณ-เพื่อไทย นั่นแหละ

เปรม - นปช. เคยด่าสาดเสียเทเสีย ก็เงียบได้

ประยุทธ์ - นปช. เคยด่าสาดเสียเทเสีย ก็เงียบได้

คือยกตัวอย่างได้ไม่รู้จักจบจักสิ้นหรอกครับ ถ้าจะยกมาจริงๆ

...........

ผมชอบคุณณัฐวุฒินะ ผมเชื่อว่าคุณณัฐวุฒิเป็นคนมีน้ำใจดี ปัญหาคือ "กรอบ" ที่คุณณัฐวุฒิ จำกัดตัวเองอยู่นั่นแหละ

ทำให้คำพูดดีๆ จิตใจดีๆ กลายเป็นเรื่อง "แก้ตัว" หรือ "ปกปิด" ให้กับยุทธศาสตร์ และการกระทำที่ไม่เข้าท่าหลายอย่างของ นปช. โดยคุณณัฐวุฒิอาจไม่ตั้งใจ

----------

กรณีสนธิได้ประกันตัว กับ นปช. และ รมต.ยุติธรรม พรรคเพื่อไทย

หรือ

"รัฐมนตรียุติธรรม มีไว้ทำไมครับ ถ้าอย่างน้อย ไม่หยิบยก (raise) ประเด็นปัญหาชัดๆใน "กระบวนการยุติธรรม" แบบนี้ ขึ้นมาแสดง "ความกังวล" (concern) ?

....................

ประเด็นสนธิได้รับการประกันตัว (หลักทรัพย์ 10 ล้าน) เป็นอะไรที่พอคาดเดาได้ไม่ยาก

ที่ผมอยากพูด โดยโยงกับประเด็น นปช.-เพื่อไทย ไม่ทำอะไรที่ทำได้

คือ ตัวอย่างนี้ ต่อให้ ไม่ต้องพูดในแง่การเมืองอะไรเลย

ก็เห็นได้ชัดว่า กระบวนการตัดสินเรื่องการให้ประกันตัวของ ระบบศาลไทย มีปัญหาแน่ๆ (จริงๆ เรื่องอื่นๆ ก็เห็นๆ กันอยู่ แม้แต่ระหว่าง คนของ นปช.เอง ที่โดนคดี 112 กับ กรณีอย่าง อากง ที่จะพูดนี้)

กรณีสนธิ การให้ประกันตัว ไม่ได้มีบอกว่า "ให้ริบพาสปอร์ต" ด้วย แสดงว่า ยังสามารถขอเดินทางออกนอกประเทศได้ (คนระดับนี้ ต่อให้ไม่มีพาสปอร์ต ก็คงหาทางหลบได้อยู่ดี) และในขณะที่ผมก็คิดว่า สนธิ คงไม่หลบไปไหน อย่างน้อย ในคดีขั้นนี้ (ไมใช่ขั้นฎีกาแล้ว) ในประวัติศาสตร์ ก็มีกรณีที่นักธุรกิจหลบหนีกันมาก่อนหน้านี้

แต่กรณีอย่าง อากง ชายแก่ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ยังไงก็ยากที่จะมีเรื่องหลบหนี (ไม่นับเรื่องภาระ หรือพันธะเรื่องภรรยา ลูกหลาน ซึ่งมากกว่ากรณีสนธิแน่)

ศาลไม่ให้ประกัน โดยอ้างว่า "เกรงจะหลบหนี"

.............

ทีนี้ อะไรคือสิ่งที่ นปช. และรัฐบาลเพื่อไทย ทำได้ แต่ไม่ทำ

สมัยที่ นปช. ยังเคลื่อนไหว "ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย" อยู่นั้น ประเด็นหนึ่งที่ยกกันมาพูดเสมอคือเรื่อง "สองมาตรฐาน" ของ "กระบวนการยุติธรรมไทย" บางครั้ง ถึงขั้น ไปแสดงออก โดยระดมคนไปชุมนุม "กดดัน" ศาล ทั้งที่สนามหลวง และที่รัชดา ด้วยซ้ำ

ตอนนี้ โอเค ต่อให้ นปช. ไม่ต้องการทำอะไรถึงขั้นนั้นแล้ว แต่อย่างน้อย การมีท่าทีชัดเจน เรียกร้องให้มีการ "ทบทวน หรือปฏิรูป มาตรฐานในการตัดสิน เรื่อง การให้ประกันตัว" อะไรแบบนี้ ก็เป็นอะไรที่ทำได้ แต่ก็ไม่มีแนวโน้มจะทำ (อย่างมาก ที่เราได้ยินตอนนี้ เวลา คนเสื้อแดงธรรมดาๆ ของ นปช. เอง ที่อยู่ในคุกหลายสิบคน ไม่ได้ประกัน นปช. ก็จะบอกเสียงอ่อยๆว่า "เป็นเรื่องของศาล เราทำอะไรไม่ได้" - ขอให้สังเกตเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ที่ แกนนำ โดนจับว่า นปช. พูดแบบนี้หรือ?)

ที่สำคัญกว่านั้น คือ กรณี รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม

เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้อง raise เป็นเรื่องการเมืองเลย สำหรับ รมต.ยุติธรรม

แค่แสดงความห่วงใย (concern) ว่า มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่ และอยากเรียกร้องให้ ผู้พิพากษา ในระดับต่างๆ ได้หยิบยกประเด็นนี้ "ไปหารือกัน" อย่างจริงจัง

แน่นอน พูดแค่นี้ ก็คงหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้

แต่อย่างน้อย เป็นการ "ให้การศึกษา" แก่สาธารณะ ว่า ระบบศาลของเรามีปัญหาจริงๆ

อันที่จริง ถ้าเป็นประเทศอารยะ ป่านนี้ ต้องมีการออกมาแสดงความกังวล จากฝ่ายบริหารแล้ว

(นี่ไม่เกี่ยวกับการ "แทรกแซง" ศาล เลยครับ ในสหรัฐ หรือในประเทศตะวันตกอื่นๆ เคยมีบ่อยไป ที่ผู้พิพากษา บางคดี ตัดสินบางอย่าง ที่ขัดกับความรู้สึกของสาธารณะ มากๆ (ผมรู้ว่า ในกรณีสหรัฐ ใช้ระบบลูกขุน แต่ศาล บางระดับ บางกรณี รวมทั้งศาลสูง ไม่ได้ใช้ และมีอำนาจในการตัดสินเองเหมือนกัน) ฝ่ายบริหาร เช่น ประธานาธิบดี หรือ นายกรัฐมนตรี หรือ รมต.ยุติธรรม ก็สามารถออกมาแสดงความเห็นว่า "เรามีปัญหา / เราไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน" อะไรแบบนั้น ก็ได้ หรือแสดงความกังวล ในการมีปัญหาเรื่องมาตรฐานของศาล ก็ได้)

นี่เป็น "ตัวอย่าง" หนึ่ง ของการ "ไม่ทำอะไร ทั้งๆ ที่ทำได้ และควรทำ" ของ นปช. - เพื่อไทย

(ไม่อยากจะยกซ้ำนะ แต่อะไรที่มีกระแสต้านแรงๆ ถ้าเกี่ยวกับคุณทักษิณ นปช. และ เพื่อไทย ก็ยินดีจะ "เสี่ยง" ในการ raise ขึ้นมา บ่อยๆ ได้)

..............

ได้โปรดเถิดครับ ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ หลายคน (รวมทั้งผม) ก็พร้อมจะ "เข้าใจ" ... แต่สิ่งที่ทำได้ และควรทำ ก็ควรทำครับ

ไม่งั้น จะเลือกกันไปทำไมครับ?

27 กุมภาพันธ์ 2555

ตัวเลข 399 เสียง ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ งดงาม เหลือเชื่อ



มติชนออนไลน์... ถามว่า 399 เสียงที่แสดงความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 291 มีรากฐานความเป็นมาอย่างไร

เพราะรัฐบาลมีเพียง 300 เสียงเท่านั้น

หากตัด 1 เสียงของประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ออกไปก็คงเหลือเพียง 299 เสียงเท่านั้น

ที่ได้มาอีก 100 เสียงกระทั่งเป็น 399 เสียงจึงน่าศึกษา

ในเมื่อ 199 เสียงไม่รับร่าง ขณะที่มี 14 งดออกเสียง จึงมีความเป็นไปได้ว่า 100 เสียงจะมาจาก 2 ส่วน

ส่วนหนึ่ง คือ สมาชิกวุฒิสภา

อีกส่วนหนึ่ง คือ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่เห็นชอบด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย

สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายค้านก็เห็นด้วยกับรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่น่าจะเอนเอียงมากับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเสนอโดยรัฐบาล

เป็นไปได้อย่างไร

หากประเมินจากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากประเมินจากอาการขึงขังของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ประสานกับท่าทีอันแข็งกร้าวของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม ส.ว.บางกลุ่ม

ไม่น่าเชื่อว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้เสียงสนับสนุนมากถึง 399 เสียง

แต่การลงมติในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเมื่อคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก็แสดงออกอย่างเด่นชัดยิ่ง

เด่นชัดยิ่งว่า 399 จากทั้งหมด 612

มติอันมีพื้นฐานจาก 399 เสียงเห็นชอบด้วยเท่ากับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ผ่านวาระแรกมาเรียบร้อย

นำไปสู่การตั้งกรรมาธิการ 45 คน

ภายในจำนวน 45 คนนั้น เป็นกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย 19 จากพรรคประชาธิปัตย์ 11 จากพรรคภูมิใจไทย 2 พรรคชาติไทยพัฒนา 1 พรรคชาติพัฒนา 1 พรรคพลังชล 1 และจากสภาชิกวุฒิสภา 10 (สรรหา 3 เลือกตั้ง 7)

จากวันที่ 29 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป คณะกรรมาธิการจะประชุมร่วมเพื่อพิจารณาเป็นเวลา 30 วัน

เป็นการเริ่มต้นนับ 1 เพื่อเหยียบบาทก้าวเข้าสู่การบริหารจัดการรัฐธรรมนูญ

จาก 399 เสียงที่แสดงความเห็นชอบสะท้อนไม่เพียง 1 ความเป็นเอกภาพทางการจัดตั้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หาก 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ ความสามารถในการสร้างพันธมิตรในแนวร่วม

เป็นพันธมิตรในแนวร่วมจำนวน 100 เสียงโดยพื้นฐาน

ผู้ซึ่งติดตามรายละเอียดการประชุมร่วมรัฐสภาจากวันที่ 23 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์อย่างเกาะติดให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษกับบทบาทของ นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาล และบทบาทของ นายสุนัย จุลพงศธร วิปรัฐบาล

รวมถึงบทบาทของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เลขานุการวิปรัฐบาล

ถ้อยแถลงสรุปและปิดการอภิปรายสั้นกระชับจาก นายสุนัย จุลพงศธร นุ่มนวล สุภาพ และยื่นมือแห่งไมตรีไปยังฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.ที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ท่วงทำนองในแบบของ นายสุนัย จุลพงศธร ได้รับคำชมเชยเป็นอย่างสูง

เป็นท่วงทำนองแห่งมิตร เป็นท่วงทำนองแห่งการปรองดอง สมานฉันท์ ไม่เพียงด้วยคำพูด หากด้วยการกระทำที่เป็นจริง

น่าสนใจก็ตรงที่ทั้ง นายอุดมเดช รัตนเสถียร และนายสุนัย จุลพงศธร ยืนยันว่ากระทำตามคำชี้แนะของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคชาติไทย

และคำชี้แนะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ภาพโดยรวมอันแสดงออกผ่านวิปรัฐบาล เป็นภาพแห่งความต้องการสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์

ระยะผ่านจากวาระแรก ไปยังวาระสอง และวาระสาม อันเป็นการลงมติรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาดว่าการเอาไมตรีเข้าแลกจะสมตามประสงค์หรือไม่

หากทุกอย่างผ่านด้วยคะแนนมากกว่า 399 ถือได้ว่าสำเร็จ งดงาม

18 กุมภาพันธ์ 2555

ต่อสู้ 2 แนวทาง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ กรณี โฟร์ซีซั่นส์



(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 18 ก.พ.2555)

ใครที่คลิกเข้าไปชมรายการสายล่อฟ้า ทางสถานีโทรทัศน์ บลูสกาย แชนแนล ของพรรคประชาธิปัตย์ คงสัมผัสได้ถึงความคึกคัก

ความคึกคักของ นายชวนนท์ อินทร โกมาลย์สุต เมื่อพูดถึง โฟร์ซีซั่นส์

ความคักคักในการรับลูกอย่างเออออห่อหมกทั้งจาก นายเทพไท เสนพงศ์ และ นายศิริโชค โสภา

สนุก ครึกครื้น

ครึกครื้นถึงระนาบที่ตั้งข้อสังเกตว่า "ขณะนี้โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ได้กลายเป็นพื้นที่รับน้ำหรือฟลัดเวย์ไปแล้ว"

พูดจบก็หัวร่อ

พลันที่มีการเอ่ยถึง ว.5 ประสานเข้ากับสำนวนภาษาว่าด้วย สวรรค์ชั้น 7 เรื่องการชกต่อยที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ก็กลายเป็นเรื่องการเมือง

การเมืองเรื่องเซ็กซ์อันมากด้วยสีสัน

การมอบหมายให้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ตั้งกระทู้ถามสดทั้งๆ ที่รู้ว่านายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการทัวร์นกขมิ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่

ก็มิได้เป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมาย



อย่างน้อยที่สุดบาดแผลที่ขอบตาและใบหน้าของ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ก็กลายเป็นเรื่องจุดติดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตร

ทำท่าว่าจะกลายเป็นนาครสนทนา ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ 

น่าสนใจก็ตรงที่รายการสายล่อฟ้าของบลูสกาย แชนแนล ทำท่าว่าจะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

เรตติ้ง กระฉูด

รายงานของมติชนระบุว่า มีผู้นำคลิปไปโพสต์ในเว็บยูทูบและเว็บบอร์ดต่างๆ และมีผู้เข้ามาคอมเมนต์อย่างคึกคัก

ไม่ว่าจะเป็นที่พันทิป หรือประชาทอล์ก

หากพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการดำเนินรายการทั้งของ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และ นายเทพไท เสนพงศ์ รวมถึง นายศิริโชค โสภา น่าจะเป็นผลดีต่อคะแนนและความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์

สมควรเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไป

ขณะเดียวกัน ไม่ว่า น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ไม่ว่า นางผุสดี ตามไท ไม่ว่า นาง รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท จำเป็นต้องแสดงบทบาทเปิดโปงให้มากกว่านี้ จริงจังกว่านี้

เอาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดับสนิทไปเลย



จุดเปรียบเทียบอย่างสำคัญของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรไม่ว่าจะมองผ่าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาล

เป็นเงาสะท้อนที่ไม่ควรมองข้าม

ที่แน่นอนอย่างที่สุด คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งผ่านงานรักเมืองไทย เดินหน้าเมืองไทย ที่ทำเนียบรัฐบาลกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์

จากนั้นออกเดินสายเพื่อร่วมวางแผนสู้กับภัยน้ำท่วม

เริ่มจากเขื่อนภูมิพล อันถือว่าเป็นต้นน้ำเรื่อยลงมายังพิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อันถือว่าเป็นกลางน้ำ แล้วก็มายัง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี อันถือว่าปลายน้ำ

สามารถเสาะหาพื้นที่รับน้ำได้มากเกือบ 1 ล้านไร่

เป็นการเดินทางไกลจากเชียงใหม่ภาคเหนือตอนบน ผ่านพิษณุโลกภาคเหนือตอนล่างมายังภาคกลางตอนบนลพบุรี นคร สวรรค์ จนถึงภาคกลางตอนกลางพระนคร ศรีอยุธยา ปทุมธานี 

เป้าหมายเพื่อเตรียมรับมือและป้องกันให้รอดพ้นจากอุทกภัยอย่างมีการวางแผน

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรในส่วนกลาง ด้านหนึ่ง ก็จัดรายการเยาะเย้ยถากถางโดยเอากรณีโฟร์ซีซั่นส์มาเป็นประเด็นประสานเข้ากับการตั้งกระทู้ถามสดลับหลัง

เป้าหมายคือการขยายแผลและราดน้ำเกลือเข้าใส่



การเมืองไทยพัฒนามาสู่การประจันหน้าระหว่าง 2 พรรคใหญ่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

พรรคการเมือง 1 พร้อมเปิดประเด็นจากความเชี่ยวชาญด้านโวหารการพูด พรรคการเมือง 1 อาศัยแนวทางนโยบายและการลงมือทำที่เป็นจริง เป็นเครื่องมือสำคัญสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา

เมื่อท่านพูดประชาชนจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำประชาชนจะเชื่อ

17 กุมภาพันธ์ 2555

ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้เร่งแก้ปัญหา “นโยบายเรียนดีเรียนฟรี 15 ปี” ไม่ฟรีจริง ไม่ดีจริง ขัดรธน.


มติชนออนไลน์....ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมอภิปรายผลการวิจัยเรื่อง “นโยบายเรียนดีเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ที่ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้นาวาตรีหญิง ดร.กิตติยา เอ็ฟฟานส นักวิชาการอิสระ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งพบว่านโยบายดังกล่าว ไม่ฟรีจริง ไม่ดีจริง และด้อยคุณภาพ ทั้งยังขัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49
     



ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวมาจากสมมติฐานที่ว่า การศึกษาที่จัดโดยรัฐ ไม่ว่า 12 ปี หรือ 15 ปี นั้นมีความเหมาะสมเพียงไร และจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรหรือไม่ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณจำนวนมาก 3 – 4 แสนล้านจัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่สามารถจัดการศึกษาได้ฟรีตามที่ตั้งใจไว้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 มีการเรียนฟรีจริงหรือไม่ มีคุณภาพหรือไม่นั้น  วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาจากสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิล้วนแต่เคยมีบทบาทการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ 2542 เป็นต้นมา และเห็นตรงกันว่า การศึกษาในช่วงหลังการปฏิรูปแล้ว การประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พบว่า คะแนนวิชาหลักของนักเรียนทั้ง 3 ช่วงชั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างเป็นต่อเนื่อง อีกทั้งคะแนนของนักเรียนทั้ง 3 ช่วงชั้นและทุกวิชามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่ง  และจากการประเมินรอบสองของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพผูเรียนในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง คะแนนจากโครงการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (PISA)


พบว่าช่วง 3 ปีก่อนประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี คะแนนของทั้ง 3 วิชา มีแนวโน้มลดลง และเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในการทดสอบครั้งสุดท้าย ขณะที่ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาจากสถาบัน IMD พบว่าคุณภาพผู้เรียนไม่ดีขึ้น มีแนวโน้มลดต่ำลงหลังจากที่ใช้นโยบายนี้ มีเพียงผลการประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการของไทยเท่านั้นที่ชี้ว่าผู้เรียนมี คุณภาพที่ดีขึ้น 7 ใน 8 กลุ่มสาระวิชา ทั้งงบประมาณที่ช่วยเรื่องอุปกรณ์การเรียนเครื่องแบบและหนังสือเรียนไม่ได้ทำให้เรียนดีขึ้น และประเด็นสำคัญคือ ผู้ปกครองมีความเข้าใจว่า “เรียนฟรี” หมายถึง ฟรีทุกรายการ ในขณะที่รัฐบาลนิยามการเรียนฟรีเพียง 5 รายการ คือชุดเครื่องแบบนักเรียน หนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระ อุปกรณ์การเรียน กิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน และเงินค่าเล่าเรียน โดยผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายแฝงอื่นที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มเช่น ค่าแอร์ ค่าเรียนเสริมคอมพิวเตอร์  ซึ่งทั้งฝ่ายครูและผู้ปกครองเห็นว่านโยบายนี้ไม่ทำให้เด็กเรียนดีขึ้น และไม่ได้ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองจริง เพราะยังต้องจ่ายเพิ่มตามรายการที่โรงเรียนขอรับการสนับสนุน



ปัญหาใหญ่ที่สุดคือปัญหาการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่สามารถทำให้ทรัพยากรที่จัดสรรเป็นจำนวนมากทั้งอุปกรณ์การศึกษาและครูต่าง ๆ ไม่สามารถทำให้เด็กประสบผลสำเร็จในการเรียน ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตอย่างมาก ถ้าหากเราต้องเข้าสู่ข้อตกลงของอาเซียนในปี 2558 เด็กของเราไม่เก่งและไม่พร้อม เราก็อาจจะถูกแย่งในเรื่องการจัดจ้างงานและจะสูญเสียในเรื่องนี้ให้กับต่างชาติไป เพราะฉะนั้นข้อสรุปปัญหาคร่าว ๆ คือ การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งจัดการศึกษาเรียนฟรีให้กับคนที่ไม่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ไม่ไปเติมเต็มให้กับคนที่ยากจนหรือต้องการความช่วยเหลือหรือด้อยโอกาส จึงเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะทบทวนระบบการศึกษาทั้งระบบ ควรมีการปล่อยให้โรงเรียนจัดการศึกษาเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยโรงเรียนใดมีความสามารถในการจัดการศึกษาก็ปล่อยให้ดำเนินการควบคู่ไปกับกระทรวงศึกษาธิการการเมืองต้องไม่เข้าไปยุ่งกับการจัดระบบการศึกษา เพราะจะเป็นเรื่องของประชานิยมและยิ่งจะสร้างปัญหาเชิงซ้อนมากขึ้น รวมถึงคุณภาพการศึกษาควรจะต้องดีขึ้น ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานที่สมศ.วางไว้


ทุกวันนี้ระบบการศึกษาบ้านเราล้มเหลวลง ด้วยสาเหตุหนึ่งมาจากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่งลูกให้โรงเรียนเสร็จก็ไม่เอาใจใส่แล้ว ยกภาระให้โรงเรียนไป ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะจะทำให้เด็กออกนอกลู่นอกทางมากขึ้น เพราะลำพังครูคงทำไม่ไหว ผู้ปกครองต้องสอดส่องดูแลด้วย ทั้งการจัดบุคลากรครูให้เพียงพอและถูกต้องตามความเหมาะสมหรือความชำนาญ ซึ่งการบริหารจัดการส่วนใหญ่ทั้งโครงสร้างระบบบริหาร และหลักสูตร โดยเน้นให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์มากกว่ามุ่งเน้นให้เด็กเรียนเพื่อจดจำและนำไปสอบ จัดสรรเวลาเรียนให้เหมาะสม ไม่เรียนมากและน้อยไปในบางเรื่อง ซึ่งการได้พูดคุยส่วนตัวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกาธิการนั้นก็มีหลายเรื่องที่มีความเห็นตรงกัน เช่น การปรับปรุงหลักสูตร เรื่องการสอบที่จะเป็นมาตรฐาน เรื่องการใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นตัวตัดสินในการเลื่อนขั้นเงินเดือนของครู แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้การพัฒนาความต่อเนื่องของระบบการศึกษามีปัญหา เพราะเมื่อเปลี่ยนรมว.ครั้งหนึ่งนโยบายทางการศึกษาก็จะเปลี่ยนไป
   



 ศาสตราจารย์ศรีราชา กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่บัญญัติว่ารัฐต้องจัดการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะการปฏิบัติจริงในขณะนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขถ้อยคำเป็นรัฐต้องจัดให้มีการเรียนอย่างทั่วถึง ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่น้อยกว่า 9 ปี ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างว่าในกรณีที่มีความพร้อมเรื่องงบประมาณ หากมีจำนวนมากก็สามารถจัดได้เกินกว่า 9 ปีขึ้นไป ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอให้รัฐจัดการศึกษาฟรีตั้งแต่ประถมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ นัยยะก็คือ 12 ปีนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่ได้ทำเป็นข้อเสนอนั้น จะรวบรวมและนำเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปภายในสองอาทิตย์นี้
    


ต่อมาหลังจากการแถลงข่าวแล้ว ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริยพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาตรวจสอบกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีแนวนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยจะเปิดห้องรับเด็กฝากโดยเฉพาะ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจากเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นเงินบริจาคว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ที่บัญญัติบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ เพศ ความพิการสภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม รวมทั้งการศึกษาอบรม ซึ่งตนเชื่อว่านโยบายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน หากพบว่าผิดรัฐธรรมนูญนั้นนโยบายดังกล่าวนี้จะต้องหยุดดำเนินการทันที

11 กุมภาพันธ์ 2555

4 โมงเย็น 11 ก.พ. ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข อดข้าว-เพื่ออิสรภาพพ่อ



 มติชนออนไลน์......ผลพวงจากการเคลื่อนไหวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ต่อกรณีมติของผู้บริหารธรรม ศาสตร์ที่ไม่อนุญาตให้คณะนิติราษฎร์ ใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา 112



ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปี 2 คณะนิติศาสตร์ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยหรือ สนนท. และเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย


วางพวงหรีด-เผาดอกไม้จันทน์ ที่ลานปรีดี บริเวณใกล้กับตึกโดม ไว้อาลัยให้เสรีภาพธรรมศาสตร์ที่ถูกจำกัดลง


ยังประกาศจะอดอาหารประท้วง บริเวณศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้แก่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112


ดีเดย์สี่โมงเย็นวันเสาร์ที่ 11 ก.พ.นี้ รวมระยะเวลา 112 ชั่วโมง


หนุ่มวัย 20 ปี บุตรชายของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย


ศิษย์เก่านวมินทราชินูทิศ หอวัง จ.นนทบุรี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มธ.


แจงสาเหตุที่เลือกใช้วิธีอดอาหาร เพราะเป็นวิธีการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสันติวิธี


หวังให้บิดาได้รับการประกันตัวชั่วคราว หลังถูกคุมขังตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย.2554 และมีการยื่นขอประกันตัวชั่วคราวมาแล้ว 7 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการอนุญาต


ยืนยันไม่ว่าพ่อของตนจะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม แต่ในวิชานิติศาสตร์ ทุกคนย่อมต้องได้รับการพิสูจน์ก่อนและยังถือว่าไม่ได้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด


พร้อมเคลื่อนไหวด้วยมาตรการอื่นต่อไป ถ้าบิดายังไม่ได้รับการประกันตัว

10 กุมภาพันธ์ 2555

จับตา"4ปม"ร้อนๆ ชนวนระเบิด"การเมือง "ลูกใหญ่

มติชนออนไลน์.....นับจากนี้ไปจนถึงเดือนเมษายนนี้ มี4ปมอันตรายต่อเสถียรภาพของรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่นักวิเคราะห์การเมือง  คาดหมายว่า จะเป็นชนวนระเบิดทำให้รัฐบาลชุดนี้ล้มครืนเอาง่ายๆ 


ปมแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ


ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจำนวน 275คน ร่วมลงชื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2555 มาตรา 291 ของพรรคเพื่อไทย ต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯไปแล้วเมื่อวันที่ 9กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
  

พรรคเพื่อไทย เน้นย้ำเหตุผลการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้จัดตั้งสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ขึ้นมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน ที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ก่อเกิดมาจากรากเหง้า”เผด็จการ”
 

พรรคเพื่อไทย เสนอให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจาก2ทาง
 
1.มาจากเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละ 1 คน
  
2.มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวน 22 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน 7 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 7 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน 8 คน


ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ต้องการให้รัฐสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยนำรายชื่อประชาชนกว่า 6หมื่นชื่อ ยื่นต่อนายสมศักดิ์
 
เป้าหมายที่นปช.ต้องการ คือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดการเลือกตั้ง  ส.ส.ร. จำนวน 100คน ตามสัดส่วนประชากรของประเทศ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา


ฝ่ายที่”ไม่เห็นด้วย”กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี2550 มองว่า พรรคเพื่อไทยและนปช.เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ หวังเปิดทางให้กลุ่มเพื่อไทยเข้าครอบงำอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ และกรุยทางพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกลับประเทศไทยอย่างสง่าผ่าเผย

นับจากนี้ไป ต้องจับกันว่า กลุ่มสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญและกลุ่มคัดค้านจะเคลื่อนไหวในรูปแบบใด ?
  
ปมที่สอง การเคลื่อนไหว ของคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือครก.112 ที่ทำงานเชื่อมต่อแนวคิดของคณะนิติราษฎร์ ต้องการให้แก้ไขมาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  
การเคลื่อนไหวดังกล่าวในทางการเมืองและความมั่นคง ถือว่าเป็นเรื่อง”อ่อนไหวอย่างยิ่ง”  
นี่จึงกลายเป็นประเด็นร้อน เพราะกลุ่มไม่เห็นด้วยกับ"นิติราษฎร์"และครก.112 แสดงปฎิกริยาต่อต้านอย่างหนักหน่วง ถืงขั้นโจมตีคนที่สนับสนุนให้แก้”ม.112”อยู่ในขบวนการ"ล้มเจ้า"

รัฐบาล”ยิ่งลักษณ์” พยายามกลบกระแสแก้ "ม.112" ด้วยการประกาศ ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย
   
แต่แรงกระเพื่อมทางสังคมในการเรียกร้องให้แก่้ไขมาตรา 112ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
 
ล่าสุด กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ จัดงาน"จิบน้ำชาสังสรรค์สนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112ตามข้อเสนอนิติราษฎร์"
 
งานมีขึ้นในวันเสาร์ 11กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในเวลา 17.30-22.30 น.
 
ในงาน "ธงชัย วินิจจะกูล"นัก ประวัติศาสตร์ชื่อดัง จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา จะปาฐกถาเรื่อง ‘ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง’    
  
จากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง "สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย" โดย อ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ และ อ.พิชิต ลิขิตสมบูรณ์
 
การเคลื่อนไหวของกลุ่มสนับสนุนแก้ไข"ม.112"จึงเป็น"ปมร้อน"ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง  
ปมที่สาม ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาในคดีเขาพระวิหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ศาลโลก ออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว ในส่วนของคดีหลัก ภายหลังจากรัฐบาลไทยยื่นข้อสังเกตคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554   นายทะเบียนศาลแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายเขียนคำอธิบายอีกคนละครั้ง ทางกัมพูชามีกำหนดส่งคำอธิบายภายในวันที่ 8 มีนาคมที่จะถึงนี้
  
ขั้นตอนต่อมาศาลโลกจะให้ไทยอ่านคำอธิบายของกัมพูชาแล้ว ให้เขียนคำอธิบายของไทยโดยมีกำหนดส่งภายในวันที่ 21 มิถุนายน  แล้วนัดอีกครั้งว่าจะกำหนดกระบวนการพิจารณาต่อไปอย่างไร
  
คดีเขาพระวิหารเป็นชนวนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่ม ชาตินิยมนำมาปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งทั้งในประเทศและฝ่ายกัมพูชามาแล้ว
 
การดึง”เขาพระวิหาร”มาปลุกระดมอีกครั้งเพื่อเพิ่มอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนระอุขึ้นจึงมีความเป็นไปได้ 
ปมที่สี่ คือการโยกย้ายนายทหารระดับสูงในเดือนเมษายน

เป็นที่จับตากันมาก คือพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะติดมีชื่อในโผโยกย้ายด้วยหรือไม่
 
ช่วงเกิดน้ำท่วมใหญ่ กำลังพลของกองทัพอากาศ พากันวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.อ.อิทธพร อย่างหนักหน่วงว่าไม่สามารถป้องกันฐานบัญชาการทางอากาศให้รอดพ้นจากมวลน้ำ
  
พื้นที่ของกองทัพอากาศจมมิดอยู่ใต้บาดาล ยุทโธปกรณ์ได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล
 
แต่พล.อ.อ.อิทธพร จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ ถ้าหากพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทั รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เซ็นย้าย"บิ๊กเฟื่อง"พ้นเก้าอี้ ผบ.ทอ. ต้องหา”เก้าอี้เหมาะสม”สำหรับพล.อ.อ.อิทธพร  ขณะนี้เทียบเท่าอัตราจอมพล
 
ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ ถือหนึ่งในเป้าที่กลุ่มเสื้อแดงในซีกของพรรคเพื่อไทย พยายามผลักดันให้พ้นจากตำแหน่งเพราะถือเป็นหัวขบวนการในเหตุการณ์ปราบปราม กลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553


ถ้ามีชื่อติดโผไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม แทน พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เกษียณอายุในปีนี้เช่นกัน มีคำถามว่าใครจะมาเป็นผบ.ทบ.คนใหม่?
 
มีการคาดหมายกันว่า พล.อ.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาทหารบก อาจผงาดเป็น ผบ.ทบ.

แต่การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งในกองทัพ ทุกครั้งเป็นเรื่อง"ร้อน" โดยเฉพาะตำแหน่ง"ผบ.ทบ."

ฉะนั้นถ้าการเมืองร้อนๆ ผสมกับโผป่วนๆ โอกาสที่ทำให้รัฐบาล”ยิ่งลักษณ์”ล้มครืนจึงมีความเป็นไปได้สูง
  

7 กุมภาพันธ์ 2555

"อมร จันทรสมบูรณ์" ชี้เผด็จการทุนนิยมโดยพรรคการเมืองผูกขาด ความบกพร่องของนักกม.มหาชน

มติชนออนไลน์....วันที่  6 ก.พ. 2555  กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “วิกฤติการประเทศไทยใครเป็นตัวการ” ณ ห้องประชุม จี๊ด เศรษฐบุตร( L.T.1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดย  ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นักวิชาการด้านกฎหมายได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “เผด็จการทุนนิยมโดยพรรคการเมืองผูกขาด”


 ดร. อมร กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยไม่ได้ปกครองระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นการปกครองแบบระบอบ เผด็จการพรรคนายทุนในระบบรัฐสภา เมื่อเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของสากลว่าเขาถือหลักอะไรบ้างเพื่อทำให้เห็นว่า ทำไมจาก 2475 จนถึงปัจจุบันการปกครองของไทยจึงเป็นระบอบนายทุนเผด็จการรัฐสภา


การเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ขึ้นอยู่กับประการแรกคือ สิทธิการเลือกตั้ง  ประการที่สองพรรคการเมืองจะต้องจัดตั้งได้โดยเสรีและประการที่สามคือ สิทธิการรับสมัครเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิทธิการเลือกตั้งของไทยเป็นแบบบุคคลทั่วไปสามารถมีสิทธิที่จะ เลือกตั้งได้เว้นแต่ว่าถูกระงับสิทธิตามที่กฎหมายระบุไว้ แต่สิ่งที่นักวิชาการของไทยบางส่วนลืมไปก็คือ สิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง บุคคลทั่วไปที่จะสมัครรับเลือกตั้งนั้นไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคะแนนเสียงเป็นผู้แทนราษฎรมีดุลยพินิจในการบริหาร ประเทศตามมโนธรรมของตัวเอง ไม่ใช่ว่าได้รับเงินมาแล้วก็โหวตตามคำสั่งที่ได้รับมากจากหัวหน้าพรรคของตัว เอง   อยากจะให้ท่านพิจารณาดูว่า มีประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไหนบนโลกบ้าง เมื่อมีการจะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจะต้องมีผู้ที่อยากเป็นรัฐมนตรีเดินทางไป ต่างประเทศ ต้องไปปรึกษานายทุนพรรคการเมือง นี่คือสิ่งผิดปกติในการตั้งฝ่ายบริหารของประเทศไทย

 ประการที่สอง มีที่ไหนบ้างเมื่อมี ส.ส.ว่างลงก็ให้ภริยาของตัวเองไปเป็นลงสมัครเป็น ส.ส. แทน ทั้งสองประการนี้แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของสถาบันทางการเมืองในประเทศไทย นั่นก็เพราะรัฐธรรมนูญของไทยบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ระบอบให้อำนาจพรรคการเมืองเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งได้และยังบัญญัติไว้ อย่างชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้นที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้  สามบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญของไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่บัญญัติไว้ ไม่มีประเทศที่ไหนในโลกมีบทบัญญัติในลักษณะนี้เลย

 แล้วเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่วิชากฎหมายมหาชนในประเทศไทยนั้นไม่มี การสอนเรื่องต่าง ๆ ที่ตนได้พูดไป จึงถือได้ว่าการสอนวิชากฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้มาตรฐานสากล แล้วในส่วนที่พูดถึงนั้นก็เป็นบทบัญญัติติที่มีในรัฐธรรมนูญของประเทศที่ ปกครองแบบประชาธิปไตยแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศสากลแต่ประเทศไทย ไม่มีก็คือ ส.ส.มีอำนาจการตัดสินใจตามมโนธรรมของตัวเอง ไม่เหมือนประเทศไทยที่อำนาจการลงคะแนนในสภาของส.ส. ขึ้นอยู่กับซองเงิน ที่ ส.ส. คนนั้นได้รับ มาจากคำสั่งของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือมาจากคนที่อยู่ในต่างประเทศ


 นี่คือหลักประชาธิปไตยเลยว่า ส.ส. จะต้องมีอำนาจการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่สามารถถูกขี้นำหรือถูกบังคับจากบุคคลอื่นได้  โดยต่อจากนี้เราจะมาพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทยบ้างว่า ในหลักการนี้รัฐธรรมนูญของไทยเคารพหลักเกณฑ์เรื่องส.ส. มีอำนาจในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงในสภาหรือไม่  โดยพิจารณาจากตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน


 โดยในตัวอย่างนี้ตนไม่ได้เริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่ประกาศ ใช้มาประมาณ 6 เดือนตั้งแต่ 24 มิถุนายน - 10 ธันวาคม 2475 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 เรียกคณะรัฐมนตรีว่า คณะกรรมการราษฎร ซึ่งการเรียกฝ่ายบริหารประเทศของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมันไปสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญของประเทศรัสเซียซึ่งมีประมุขของรัฐคือ ประธานาธิบดี แต่ประเทศไทยมีประมุขของรัฐเป็นพระมหากษัตริย์จึงต้องมีการแก้ไขคำเรียกฝ่าย บริหาร

 หลังจากนั้นพอมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 รัฐธรรมนูญของไทยก็เริ่มเข้าหลักการประชาธิปไตยที่ว่า ส.ส. มีอำนาจการตัดสินใจโดยมโนสำนึกของตัวเอง โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ขึ้นอยู่กับข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วหลักการนี้ก็เริ่มมาเปลี่ยนในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 พ.ศ. 2517 ว่า ในส่วนของบทบัญญัติติได้ถูกตัดหายไป แล้วไปใส่ไว้ในคำปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 พ.ศ. 2521 ก็ตัดส่วนคำปฏิญาณตนที่ว่า "จะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้าโดยบริสุทธิ์ใจ" ออกไป แล้วโดยนัยหนึ่งจึงหมายถึง "ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามแต่คนที่จ่ายเงิน"  อย่างนั้นหรือ


 เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า อาจารย์ที่สอนกฎหมายมหาชนในประเทศไทยไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติข้อ นี้ของรัฐธรรมนูญของไทยเลย บางครั้งก็ยังอาจจะไปเป็นคนเขียนบทบัญญัติในมาตรานี้เสียเองอีกด้วย

 พอมาถึงรัฐธรรมนูญหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ทำให้ประชาธิปไตยตาบอดไปเสียสิ้น ในตอนแรกอาจจะตาพร่ามัวบ้างเพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าเขียนว่า ส.ส.หรือผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง ประชาธิปไตยไทย  มันสะท้อนว่า ใครก็ตามที่ลงทุนมากหน่อย มีเงินเยอะก็ตั้งพรรคการเมืองใช้เงินดูดนักการเมืองท้องถิ่นที่คาดว่าจะได้ รับเลือกเข้าสู่สภาแน่นอน แล้วก็ตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ใช้เงินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ในที่สุดก็นำไปสู่การผูกขาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยอำนาจเผด็จการนายทุน


 จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เรียกว่า ฉบับประชาชนนั้นก็มีการเพิ่มเติมข้อบัญญัติว่า ถ้ามีการยุบสภาเกิดขึ้น ส.ส. คนนั้นต้องสังกัดพรรคการเมืองเดิมหรือจะต้องอยู่ในพรรคการเมืองใหม่ไม่น้อย กว่า 90 วัน ถึงจะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ พอมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ได้แก้ไขบทบัญญัติใด ๆ  แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางของนักวิชาการที่ไปร่างรัฐธรรมนูญแล้วยัง สะท้อนได้ดีว่า รัฐธรรมนูญยิ่งแก้ไขก็ยิ่งเข้าทางเผด็จการนายทุนทุกครั้งไป ซึ่งบทบัญญัติทั้งหมดนี้มีประเทศไทยประเทศเดียวในโลกเท่านั้นที่มี

 ด้วยรัฐธรรมนูญของไทยที่มีแบบเดียวในโลก ใครก็ตามมีเงิน เป็นนายทุนก็ซื้อเงินซื้อนักการเมืองท้องถิ่น แล้วรัฐธรรมนูญของไทยก็บัญญัติชัดเจนว่า ใครคุมเสียงข้างมากคนนั้นเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเขาก็ซื้อเสียงเข้ามา แล้วก็ผูกขาดอำนาจรัฐ ทุจริต คอร์รัปชั่น ใช้เงินซื้อเสียงเข้ามาในสภาอีกเป็นวงจรแบบนี้ไปไม่สิ้นสุด


 การที่เราจะสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาเราจะต้องมาจากพื้นฐานจริง ๆ ของประเทศไทย คือ ข้าราชการประจำต้องเป็นกลาง  ระบบการกระจายอำนาจต้องดีและสุดท้ายกระบวนการยุติธรรมต้องดี แล้วสามระบบนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างไรถ้านักวิชาการ อาจารย์ด้านกฎหมายสอนวิชากฎหมายมหาชนแบบคนตาบอดคลำช้าง  อาจารย์กฎหมายมหาชนเหล่านี้ยังไม่รู้เลยว่า พระมหากษัตริย์อยู่ส่วนไหนของช้าง


 ถ้าเราจะแก้ปัญหาประเทศไทยต้องแก้ที่ระบบสถาบันทางการเมืองก่อน เพราะถ้านักการเมืองไม่แก้นิสัยพื้นฐานของตัวเองที่เห็นประโยชน์ส่วนตัว ปัญหาการเมืองไทยก็ไม่สามารถหาทางออกได้

6 กุมภาพันธ์ 2555

ทบ.โชว์ "เรือเหาะ" เหินฟ้าเหนือปัตตานี 2 ชั่วโมง เผยปมฉาวจัดซื้อแพง 350 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าว "มติชน" รายงานจากจ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ว่า ชุดเฝ้าตรวจระวังทางอากาศจากกองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี นำเรือเหาะขึ้นลอยทดสอบระบบสัญญาณ หลังจากปรับปรุงแก้ไขอุปกรณ์บางส่วนให้ใช้การได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นำขึ้นลอยไปทางทิศตะวันออกในระดับความสูงประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วบินกลับฐานที่ตั้งที่กองพลทหารราบที่ 15   ชมคลิป



"เรือเหาะ" ลำดังกล่าวเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ระบบตรวจการณ์ทางอากาศ" กลายเป็นประเด็นร้อนๆทางการเมือง เนื่องจากมีการกล่าวหาว่า การจัดซื้อมูลค่า 350ล้านบาทแพงเกินจริง


ขณะที่ปฎิบัติการ”เหาะ”มีปัญหา เพราะตั้งแต่จัดซื้อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นเวลา3ปีเต็มๆ กองทัพบกปล่อย”เรือเหาะ”ขึ้นไปบนเวหาเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาช่วงสั้นๆ  ไม่เป็นไปตามแผนปฎิบัติการ"ดวงตาบนฟากฟ้า"เพื่อตรวจจับศัตรูฝ่ายตรงข้ามที่คุกคามพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 


สำหรับที่มาของ "เรือเหาะ" เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท เจัดหา "ระบบเรือเหาะ" พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ


ราคาจัดซื้อแบ่งเป็น ตัวเรือบอลลูนราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาทเป็นอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ทั้งหมดรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องคุณสมบัติ)


ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2552 กองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์กับบริษัทแอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น  จากนั้นในวันที่ 28 มิถุนายน.2552 บริษัทฯส่งเรือเหาะมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


อีก5เดือนถัดมา เรือเหาะเข้าประจำการ ที่โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 ในเวลานั้นพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางไปตรวจความพร้อมของเรือเหาะ
 

 
วันที่ 15 มกราคม 2553 กองทัพกำหนดส่งเรือเหาะขึ้นปฏิบัติการบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรก แต่ปรากฎว่าเกิดปัญหาทางเทคนิค "เหาะไม่ได้" กองทัพบกจึงเซ็นรับมอบสินค้าอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิต


ในวันที่ 5 มีนาคม คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะของกองทัพบกจัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปติดตามทำข่าว ผลการทดสอบพบปัญหาหลายประการ ทั้งในส่วนของกล้องและตัวบอลลูน พบว่า เรือเหาะบินสูงได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปคเท่านั้น ทำให้ไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้น


อีก4วันถัดมา คือวันที่ 9 มีนาคม พล.อ.อนุพงษ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี อีกครั้ง เพื่อร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเรือเหาะ พบปัญหาเพิ่มเติมอีกหลายประการ


วันที่  27 พฤษภาคม คณะกรรมการตรวจรับฯ ลงนามรับมอบ "บอลลูน" ส่วนประกอบสำคัญของเรือเหาะ


ระหว่างนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหา”เรือเหาะ”ดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพ.อ.วิวรรธน์ สุชาติ รองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ต้องออกมาแถลงข่าวตอบโต้ โดยเฉพาะกรณีเพดานบินของเรือเหาะที่กำหนดสเปคไว้ 10,000 ฟุต หรือราว 3 กิโลเมตร แต่จากการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมาเรือเหาะตรวจการณ์กลับบินได้เพียง 1 กิโลเมตรว่าเพดานบินสูงสุดกำหนดไว้เฉพาะเรือเหาะเปล่าๆ แต่เมื่อติดกล้องเข้าไป และมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไปขับ จะทำให้เพดานบินต่ำลง


ในวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ในการประชุมสภาผู้แทนฯเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2554 ส.ส.ฝ่ายค้านนำทีมโดยพรรคเพื่อไทยอภิปรายโจมตีการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ว่าเป็นการทำสัญญาโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด มีการเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อไปแล้วโดยที่ไม่มีการขอให้บริษัทคู่สัญญาส่งสินค้ามาให้ทดลองใช้ก่อน ปรากฏว่าเมื่อนำมาใช้จริงก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากผ้าใบเสื่อมสภาพและมีรูรั่ว


สิ้นเดือนกันยายน 2553 พล.อ.อนุพงษ์ เกษียณอายุราชการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.


วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554  กองทัพนำเรือเหาะขึ้นบินเพื่อทดสอบ หลังมีข่าวบริษัทผู้ผลิตเปลี่ยนผ้าใบผืนใหม่ให้แล้ว จากนั้นอีกหนึ่งเดือน พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ตรวจความพร้อมของเรือเหาะครั้งสุดท้ายก่อนใช้งานจริง แต่ถึงที่สุดกองทัพไม่สามารถส่งเรือเหาะขึ้นไปเหาะอย่างที่กำหนดแผนไว้
วันนี้ 5กุมภาพันธ์ 2555 กองทัพบก เพิ่งได้ฤกษ์อีกครั้งในการทดสอบเรือเหาะ หลังจากปล่อยให้เป็นเรือเหี่ยวมานานเกือบ3ปี
 


--------------------------------------------------------------------------------
เปิดคุณสมบัติหรือ(specification)ของเรือเหาะ

เรือเหาะของกองทัพบกลำนี้เป็นรุ่น แอโรส์ (Aeros )40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท เวิลดิ์ไวด์ แอโรส์ คอร์ป ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุก๊าซฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร)


ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ คือ 0-10,000 ฟุต (0-3,084 เมตร) ระยะความสูงปฏิบัติการ 3,000-5,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดินทาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 2 คูณ 125 แรงม้า 4กระบอกสูบ ความจุเชื้อเพลิง 76 แกลลอน (300 ลิตร) บินได้นาน 6 ชั่วโมง


เกณฑ์การสิ้นเปลือง ความเร็วสูงสุด 50 ลิตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ความจุห้องโดยสาร 4 นาย (นักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย)


โครงสร้างการควบคุม "เรือเหาะตรวจการณ์" ประกอบด้วย


1.เรือเหาะ (Airship) 2. เฮลิคอปเตอร์ติดกล้องตรวจการณ์ 3 ลำ (HU-1H Helicopter) อยู่ในพื้นที่จังหวัดละ 1 ลำเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะตรวจการณ์


3. ศูนย์บัญชาการประจำสถานี กระจายอยู่ทั่วพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 26 สถานี (Fixed Command Center) จะใช้หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่เป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการประจำสถานี 4. รถบังคับการ (Glizzly) สนับสนุนการปฏิบัติงานของเรือเหาะในภาคพื้นดิน โดยจะติดตามเรือเหาะทางภาคพื้นดิน


ระบบปฏิบัติการของ "เรือเหาะ" จะใช้ 2 ระบบ คือระบบสัญญาณไมโครเวฟ และระบบสัญญาณดาวเทียม ในการส่งข้อมูลไปยังหน่วยเฉพาะกิจหมายเลข 2 ตัวในพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด และกองบัญชาการกองทัพบก


คุณลักษณะทั่วไปของเรือเหาะ คือควบคุมโดยนักบิน ใช้กล้องตรวจการณ์เวลากลางวันและกลางคืนที่สามารถถ่ายภาพและบันทึกภาพความละเอียดสูง สามารถตรวจจับความร้อน รวมทั้งตรวจจับระยะและชี้เป้าหมายได้ ลอยตัวอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน หรือลาดตระเวนตามวงรอบเพื่อปฏิบัติงานด้านการข่าวที่ต้องการด้วยเสียงที่เงียบกว่าอากาศยานประเภทอื่น