17 กุมภาพันธ์ 2555

ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้เร่งแก้ปัญหา “นโยบายเรียนดีเรียนฟรี 15 ปี” ไม่ฟรีจริง ไม่ดีจริง ขัดรธน.


มติชนออนไลน์....ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมอภิปรายผลการวิจัยเรื่อง “นโยบายเรียนดีเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ที่ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้นาวาตรีหญิง ดร.กิตติยา เอ็ฟฟานส นักวิชาการอิสระ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งพบว่านโยบายดังกล่าว ไม่ฟรีจริง ไม่ดีจริง และด้อยคุณภาพ ทั้งยังขัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49
     



ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวมาจากสมมติฐานที่ว่า การศึกษาที่จัดโดยรัฐ ไม่ว่า 12 ปี หรือ 15 ปี นั้นมีความเหมาะสมเพียงไร และจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรหรือไม่ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณจำนวนมาก 3 – 4 แสนล้านจัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่สามารถจัดการศึกษาได้ฟรีตามที่ตั้งใจไว้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 มีการเรียนฟรีจริงหรือไม่ มีคุณภาพหรือไม่นั้น  วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาจากสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิล้วนแต่เคยมีบทบาทการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ 2542 เป็นต้นมา และเห็นตรงกันว่า การศึกษาในช่วงหลังการปฏิรูปแล้ว การประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พบว่า คะแนนวิชาหลักของนักเรียนทั้ง 3 ช่วงชั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างเป็นต่อเนื่อง อีกทั้งคะแนนของนักเรียนทั้ง 3 ช่วงชั้นและทุกวิชามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่ง  และจากการประเมินรอบสองของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพผูเรียนในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง คะแนนจากโครงการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (PISA)


พบว่าช่วง 3 ปีก่อนประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี คะแนนของทั้ง 3 วิชา มีแนวโน้มลดลง และเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในการทดสอบครั้งสุดท้าย ขณะที่ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาจากสถาบัน IMD พบว่าคุณภาพผู้เรียนไม่ดีขึ้น มีแนวโน้มลดต่ำลงหลังจากที่ใช้นโยบายนี้ มีเพียงผลการประเมินจากกระทรวงศึกษาธิการของไทยเท่านั้นที่ชี้ว่าผู้เรียนมี คุณภาพที่ดีขึ้น 7 ใน 8 กลุ่มสาระวิชา ทั้งงบประมาณที่ช่วยเรื่องอุปกรณ์การเรียนเครื่องแบบและหนังสือเรียนไม่ได้ทำให้เรียนดีขึ้น และประเด็นสำคัญคือ ผู้ปกครองมีความเข้าใจว่า “เรียนฟรี” หมายถึง ฟรีทุกรายการ ในขณะที่รัฐบาลนิยามการเรียนฟรีเพียง 5 รายการ คือชุดเครื่องแบบนักเรียน หนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระ อุปกรณ์การเรียน กิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน และเงินค่าเล่าเรียน โดยผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายแฝงอื่นที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มเช่น ค่าแอร์ ค่าเรียนเสริมคอมพิวเตอร์  ซึ่งทั้งฝ่ายครูและผู้ปกครองเห็นว่านโยบายนี้ไม่ทำให้เด็กเรียนดีขึ้น และไม่ได้ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองจริง เพราะยังต้องจ่ายเพิ่มตามรายการที่โรงเรียนขอรับการสนับสนุน



ปัญหาใหญ่ที่สุดคือปัญหาการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่สามารถทำให้ทรัพยากรที่จัดสรรเป็นจำนวนมากทั้งอุปกรณ์การศึกษาและครูต่าง ๆ ไม่สามารถทำให้เด็กประสบผลสำเร็จในการเรียน ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตอย่างมาก ถ้าหากเราต้องเข้าสู่ข้อตกลงของอาเซียนในปี 2558 เด็กของเราไม่เก่งและไม่พร้อม เราก็อาจจะถูกแย่งในเรื่องการจัดจ้างงานและจะสูญเสียในเรื่องนี้ให้กับต่างชาติไป เพราะฉะนั้นข้อสรุปปัญหาคร่าว ๆ คือ การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งจัดการศึกษาเรียนฟรีให้กับคนที่ไม่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ไม่ไปเติมเต็มให้กับคนที่ยากจนหรือต้องการความช่วยเหลือหรือด้อยโอกาส จึงเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะทบทวนระบบการศึกษาทั้งระบบ ควรมีการปล่อยให้โรงเรียนจัดการศึกษาเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยโรงเรียนใดมีความสามารถในการจัดการศึกษาก็ปล่อยให้ดำเนินการควบคู่ไปกับกระทรวงศึกษาธิการการเมืองต้องไม่เข้าไปยุ่งกับการจัดระบบการศึกษา เพราะจะเป็นเรื่องของประชานิยมและยิ่งจะสร้างปัญหาเชิงซ้อนมากขึ้น รวมถึงคุณภาพการศึกษาควรจะต้องดีขึ้น ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานที่สมศ.วางไว้


ทุกวันนี้ระบบการศึกษาบ้านเราล้มเหลวลง ด้วยสาเหตุหนึ่งมาจากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่งลูกให้โรงเรียนเสร็จก็ไม่เอาใจใส่แล้ว ยกภาระให้โรงเรียนไป ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะจะทำให้เด็กออกนอกลู่นอกทางมากขึ้น เพราะลำพังครูคงทำไม่ไหว ผู้ปกครองต้องสอดส่องดูแลด้วย ทั้งการจัดบุคลากรครูให้เพียงพอและถูกต้องตามความเหมาะสมหรือความชำนาญ ซึ่งการบริหารจัดการส่วนใหญ่ทั้งโครงสร้างระบบบริหาร และหลักสูตร โดยเน้นให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์มากกว่ามุ่งเน้นให้เด็กเรียนเพื่อจดจำและนำไปสอบ จัดสรรเวลาเรียนให้เหมาะสม ไม่เรียนมากและน้อยไปในบางเรื่อง ซึ่งการได้พูดคุยส่วนตัวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกาธิการนั้นก็มีหลายเรื่องที่มีความเห็นตรงกัน เช่น การปรับปรุงหลักสูตร เรื่องการสอบที่จะเป็นมาตรฐาน เรื่องการใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นตัวตัดสินในการเลื่อนขั้นเงินเดือนของครู แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้การพัฒนาความต่อเนื่องของระบบการศึกษามีปัญหา เพราะเมื่อเปลี่ยนรมว.ครั้งหนึ่งนโยบายทางการศึกษาก็จะเปลี่ยนไป
   



 ศาสตราจารย์ศรีราชา กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่บัญญัติว่ารัฐต้องจัดการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะการปฏิบัติจริงในขณะนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขถ้อยคำเป็นรัฐต้องจัดให้มีการเรียนอย่างทั่วถึง ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่น้อยกว่า 9 ปี ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างว่าในกรณีที่มีความพร้อมเรื่องงบประมาณ หากมีจำนวนมากก็สามารถจัดได้เกินกว่า 9 ปีขึ้นไป ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอให้รัฐจัดการศึกษาฟรีตั้งแต่ประถมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ นัยยะก็คือ 12 ปีนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่ได้ทำเป็นข้อเสนอนั้น จะรวบรวมและนำเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปภายในสองอาทิตย์นี้
    


ต่อมาหลังจากการแถลงข่าวแล้ว ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริยพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาตรวจสอบกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีแนวนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยจะเปิดห้องรับเด็กฝากโดยเฉพาะ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจากเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นเงินบริจาคว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ที่บัญญัติบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ เพศ ความพิการสภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม รวมทั้งการศึกษาอบรม ซึ่งตนเชื่อว่านโยบายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน หากพบว่าผิดรัฐธรรมนูญนั้นนโยบายดังกล่าวนี้จะต้องหยุดดำเนินการทันที