Translate

15 มกราคม 2554

ดอกไม้-ก้อนอิฐ 9 ประชาวิวัฒน์ "มาร์ค" อุ้มคนจน 31 ล้านครัวเรือน ภาระสวัสดิการพุ่งทะลุ 7.5 แสนล้าน

คนคุมเงิน และคนคุมนโยบาย ยังเป็น 2 คนยลตามช่อง มองเห็นไม่เหมือนกัน

ทั้ง ฝ่าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และฝ่าย นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังเรียกชื่อ ให้ความหมายแคมเปญต่อยอดประชานิยมของรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" ไปคนละทิศ-คนละทาง

ครั้งแรก "ทีมนายกรัฐมนตรี" จากทำเนียบรัฐบาลตั้งใจเรียกชื่อแคมเปญนี้ว่า "โครงการเร่งรัด ปฏิบัติการด่วน เพื่อคนไทย"

24 ชั่วโมงก่อนโครงการจะเป็นรูปเป็นร่าง "ทีม รมว.คลัง" ชิงประกาศแคมเปญนี้ว่า "ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์-คิดนอกกฎ-บริหารนอกกรอบ"

ก่อน ขึ้นปีใหม่ 5 วัน "ทีมนายกรัฐมนตรี" โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนรมิตสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ประกาศเป็น "ผลงานรัฐบาล 2 ปี"

72 ชั่วโมงก่อน "ทีมนายกรัฐมนตรี" จะแจกของขวัญในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" สดจากห้องส่งทำเนียบรัฐบาล "ทีม รมว.คลัง" ตัดหน้าด้วยข่าว "9 ของขวัญคนไทย"

หลังล่วงเข้าปีใหม่ 2554 ได้ 9 วัน "ทีมนายกรัฐมนตรี" ประกาศแคมเปญ "ของขวัญ 9 ข้อ" ภายใต้แผน "ปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย" ครอบคลุมคนรายได้น้อย-ด้อยโอกาสทั้งประเทศ

แม้กระทั่งการตั้งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติ แคมเปญนี้ยังเปลี่ยนมือเสนอโดย "นายสาทิตย์"

จึงมีทั้งดอกไม้ และก้อนอิฐ ต่างทยอย โปรย-ปา ไปที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ หลังวงเงิน-โครงการ-แผนงาน ถูกประกาศ อย่างเป็นทางการ



นับ อย่างน้อย จำนวนดอกไม้ ที่ได้รับอานิสงส์จากแคมเปญ-ของขวัญ "9 ข้อประชาวิวัฒน์" ก็ไม่ต่ำกว่า 31 ล้านครัวเรือน นับอย่างมาก ก็มีจำนวนก้อนอิฐเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันและสินค้าเกษตร ผู้ครอบครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งตลอดกาล

จากวงเงินที่รัฐบาลหว่าน ลงไปในเดือนมกราคม วงเงิน 9,190.30 ล้านบาท เพื่อชิมลางแผนปฏิบัติการ-ปฏิรูปประเทศไทย โดยหวังจะช่วยให้คนไทย เด็ก เยาวชน ผู้พิการ คนจน และคนด้อยโอกาสได้รับอานิสงส์ และมีหลักประกันทางสังคมที่มีคุณภาพ ได้รับความเป็นธรรมและเท่าเทียมจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม

เฉพาะ การสร้างอนาคตของชาติ ด้วยการพัฒนาคน เด็กและเยาวชน มีผู้ได้รับประโยชน์ 11.1 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและ ประชาชนที่ต้องการศึกษาและพัฒนา เด็กนอกระบบการศึกษา อายุ 3-17 ปี จำนวน 1.7 ล้านคน เด็กพิการ 0-17 ปี จำนวนประมาณ 100,000 คน

ส่วนเด็กที่ อยู่นอกระบบการศึกษา ประชากรที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถตนเอง 8.8 ล้านคน เด็กนักเรียนในชนบทห่างไกล 500,000 คน เด็กที่ถูกดำเนินคดี 50,000 คน ครูสอนดีทุกจังหวัดทั่วประเทศ 60,000 คน

ด้านยกระดับคุณภาพชีวิตและ สวัสดิการสังคม จากการจัดระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมแม่และเด็ก 5.1 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มแม่และเด็กอายุ 0-2 ปี จำนวน 2.4 ล้านคน เด็กอายุ 3-5 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ครอบคลุมราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง 546,942 ครัวเรือน การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชนบท กลุ่มเป้าหมาย 50,000 ครัวเรือน ใน 500 ตำบล

ด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การเมือง และความไม่เท่าเทียมในสังคม มีผู้ได้รับประโยชน์ ในระดับตำบล 1,000 ชุมชนทั่วประเทศ มีอาสาสมัครยุติธรรมชุมชน 99,000 คน ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท



ยุทธศาสตร์นี้ สามารถลดข้อพิพาทในชุมชนได้มากกว่าร้อยละ 70 ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รายละประมาณ 144,946 บาท

ด้าน การสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเป็นธรรม จะทำให้เกษตรกรกว่า 300,000 คน มีต้นทุนสุกรลดลง 4-7 บาทต่อกิโลกรัม และต้นทุนไข่ไก่ลดลง 30-60 สตางค์ต่อฟอง

ผู้บริโภคกว่า 67 ล้านคน ได้ซื้อไข่ไก่ถูกลงจากการซื้อเป็นกิโลกรัมประมาณ 5-10 สตางค์ต่อฟอง และสามารถหาแหล่ง ซื้อที่ถูกลงจากการเปรียบเทียบราคาผ่านทางเวบไซต์และรายการทีวี

มี ผู้มีรายได้น้อยกว่า 9.1 ล้านครัวเรือน ได้ประโยชน์จากมาตรการไฟฟ้าฟรี ประหยัดเงินได้เฉลี่ย 135 บาทต่อเดือนหรือเฉลี่ย 1,620 บาทต่อปี

คน ไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์จากการลดภาระอุดหนุนแอลพีจี นำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ในการลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และ/หรือใช้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ผู้ที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเพียงพอต่อ การประกอบอาชีพ และเข้าถึงสวัสดิการประกันสังคมได้มากขึ้น



จาก นี้ไป "9 ประชาวิวัฒน์" หรือแผนปฏิบัติการ-ปฏิรูปประเทศไทย จะถูกมอบหมายให้ "ทีมงานนายกรัฐมนตรี" รับไม้ต่อไปดำเนินการ อาทิ ด้านการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเป็นธรรม อยู่ในมือของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นายสาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขยาย ระบบสวัสดิการสังคม ถูกมอบหมายให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การเมือง และความไม่เท่าเทียมในสังคม ถูกสั่งการให้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบร่วมกับ นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนายกรัฐมนตรี

ด้านสร้างอนาคตของชาติด้วยการ พัฒนาคน เด็กและเยาวชน นายกรัฐมนตรีอาสาเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้วยตัวเอง ร่วมกับที่ปรึกษาคู่ใจ นายกนก วงษ์ตระหง่าน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ เสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ต้องทำหน้าที่นำนโยบาย-มาตรการของรัฐบาลไปปฏิบัติ บอกว่า ระบบสังคมสวัสดิการสังคม ไม่ใช่ฟรีทุกอย่าง

"ในสังคมยุโรปที่บอกว่า ทุกอย่างฟรีหมดก็คือว่า เขาเอามาจากภาษีอย่างเดียว ฉะนั้น ภาษีของรัฐสวัสดิการจึงสูงมาก แต่ถ้าเป็นสวัสดิการสังคมก็จะดูจ่ายให้เฉพาะส่วนที่มีความจำเป็นที่ ที่เกินความจำเป็นก็เป็นหน้าที่ของประชาชนต้องจ่ายเอง" เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

ตัวเลขงบประมาณที่สภาพัฒน์ประมาณการค่าใช้ จ่ายด้าน "สวัสดิการสังคม" ซึ่งครอบคลุมเรื่องการศึกษาเรียนฟรี 15 ปี ระบบสาธารณสุข 30 บาทรักษาทุกโรค และการประกันสังคมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานนอกระบบ คนว่างงาน คนชราภาพ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาส ในปี 2554 ใช้งบประมาณ 557,679.70 ล้านบาท ต่อเนื่องในปี 2555 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 จะใช้เพิ่มขึ้นเป็น 601,189.16 ล้านบาท

ในช่วงที่อาจเป็นช่วงเริ่ม ต้นสมัยของรัฐบาลหน้า ตามตารางปีงบประมาณรายจ่าย 2556 จะต้องใช้เงิน 611,999.21 ล้านบาท ปีถัดไป 2557 ใช้วงเงิน 653,164.14 ล้านบาท และในปี 2558 ใช้เงินอุดหนุนอีก 700,330.21 ล้านบาท ในช่วงปีสุดท้ายของแผนฯ 11 ใช้วงเงินเพื่อระบบสวัสดิการทั้งสิ้น 750,401.66 ล้านบาท


นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมช.คลัง คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคำถาม-โยนก้อนอิฐ เป็นข้อสังเกตถึงแคมเปญประชาวิวัฒน์ ทั้งเรื่องบัญชีหนี้เสียธนาคารของรัฐ ภาระงบประมาณเพื่อจ่ายแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน

"การแยกราคาก๊าซแอลพีจีสองตลาดนั้น ความเป็นจริงจะทำได้ขนาดไหน และการลดราคาและลดต้นทุนสินค้าเกษตรนั้นอยู่ในการควบคุมของใคร เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่ใช่หรือไม่"

ตัวแทนฝ่าย ค้านตั้งประเด็นว่า "การใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย ไม่น่าจะเป็นมาตรการถาวร เพราะจะไม่ยุติธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งคิดนโยบายประชาวิวัฒน์ได้ แต่พรรคไทยรักไทยคิดได้ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว"

รัฐบาล "มาร์ค" คงต้องเปิดทำเนียบรับดอกไม้และก้อนอิฐไปอีกระยะ อย่างน้อยจนกว่าจะถึงฤดูกาลเลือกตั้ง



............


ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 14 ม.ค.54

13 มกราคม 2554

ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ ดอกเตอร์ห้องแถว และดอกเตอร์ประเทศโลกที่สาม



ดร.วีระ สมความคิด,ดร.หญิงเป็ด,ดร.กล้าณรงค์ และดร.ฯลฯ-(ภาพ บน)กำธน สินธุวานนท์ องคมนตรี และนายกสภามหาวิทยาลัย กับดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ถ่ายภาพร่วมกับ วีระ สมความคิด ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ซ้ายสุด)ส่วนภาพล่างเป็นการมอบดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ คตส.ทั้งชุด งานนี้เลยมีดร.หญิงเป็ด ดร.กล้าณรงค์ และดร.ใหม่อีกราว 1 โหล


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ประเด็น ปัญหาของมาตรฐานการศึกษาไทยในปัจจุบันก็คือ การที่เรามีดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ ดอกเตอร์ห้องแถว และดอกเตอร์โลกประเทศโลกที่สามอยู่เกลื่อนเมืองจนแทบจะเดินชนกันตาย

ซึ่ง ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนเสมือนจริงและอันไหนเก๊ ผมในฐานะอาจารย์ในหลักสูตรดอกเตอร์ด้วยกันกับเขาคนหนึ่ง จึงอยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ดังนี้

ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์

ปัญหาที่ถกเถียงในเรื่องนี้ก็คือว่า คนที่ได้ปริญญาเอกปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ใช้ ดร. นำหน้าชื่อได้หรือเปล่า มีทั้งบอกว่าใช้ได้ กับที่บอกว่าใช้ไม่ได้

โดย ที่คนที่บอกว่าใช้ได้ให้เหตุผลว่า ก็เขาได้ปริญญาเอกแล้ว ต้องใช้ได้ซิ ส่วนคนที่บอกว่าไม่ได้ก็ให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้จบปริญญาเอก จริง ๆ เป็นการให้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นเกียรติเท่านั้น จึงไม่สมควรที่จะใช้คำว่า “ดอกเตอร์”

คำว่าปริญญากิตติมศักดิ์นั้น มาจากภาษาลาตินว่า honoris causa ad gradum เป็นสิ่งที่ได้จากผลงานที่เกี่ยวกับทางวิชาการ ถือเป็นสิ่งประดับตัวบุคคล เพราะปกติแล้วการจะได้ปริญญาต้องไปสอบเข้าและเรียนเป็นเวลาหลายปี ส่วนปริญญากิตติมศักดิ์มักจะเป็นการให้จากสถาบันศึกษาแก่ผู้รับ โดยปริญญาที่ให้อาจจะเป็นปริญญา ตรี โท หรือเอก ซึ่งที่พบบ่อยสุดคือปริญญาเอก

โดยวันรับปริญญาจะเป็นวันที่ทำพิธี กันอย่างเอิกเกริกเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับ และมหาวิทยาลัยที่ให้ก็จะได้ประโยชน์ในแง่ที่ได้คนที่มีชื่อเสียงมาเกี่ยว ข้องกับมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยมีชื่อออกไปสู่สังคม และ เป็นการเพิ่มเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเอง

ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิคนแรกที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ คือ Lionel Woodville ปี ๑๔๗๐ ของ Oxford

ปริญญา กิตติมศักดินั้น มักจะมอบให้พร้อมกับพิธีประสาทปริญญาโดยทั่วไป และในต่างประเทศผู้รับมักจะได้รับเชิญให้กล่าวคำปราศรัยด้วยในงานรับปริญญา เพื่อแสดงภูมิหรือ “กึ๋น”ของตนเอง

ซึ่งการกล่าวคำปราศรัยนี้มักจะ เป็นจุดเด่นของงาน โดยปกติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยจะเสนอชือผู้จะได้รับหลายคน ซึ่งชื่อเหล่านี้จะผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการมหาวิทยาลัย เพื่อพิจารณาความเหมาะสม โดยผู้มีชื่อรับเลือกมักจะไม่ทราบว่าทางมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อตนเอง จนกว่าจะได้รับเลือกเป็นทางการ และปกติแล้วการเลือกผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์นี้ถือเป็นความลับอย่างมาก

ซึ่ง ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้ได้รับกลายเป็นพวกคนดัง เช่น นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจใหญ่ นักแสดง ฯลฯ แทนที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ทรงคุณวุฒิเช่นในอดีต

คำว่า ปริญญากิตติมศักดิ์หรือ honorary degree นี้ แท้จริงแล้วเป็นการประสาทหรือให้เป็นตัวปริญญาจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่างจากปริญญาที่ต้องเรียนมา (earned degree) โดยทางมหาวิทยาลัยยกเว้นการใช้เวลาศึกษาในห้องเรียน วิจัย การต้องเข้าชั้นเรียน หรือ ผ่านการสอบ

เพราะผู้ที่ได้รับการยกเว้น ที่ว่านี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีชื่อเสียงและเป็นปราชญ์ในสาขานั้นๆ จึงได้รับการยกเว้นตามความต้องการของมหาวิทยาลัย

แต่ในปัจจุบันความ หมายเดิมค่อยๆเปลี่ยนความหมายไป ปริญญากิตติมศักดิ์กลายเป็นปริญญาที่ไม่เท่ากับปริญญาที่ต้องเรียนต้องสอบมา ซึ่งหมายความว่าของเดิมนั้นให้คนเก่งจริงๆ ฉะนั้น ปริญญากิตติมศักดิ์จึงมีศักดิ์ศรีมาก

แต่ปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นแล้ว

แม้ ว่าปริญญาเอกหรือดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ทางมหาวิทยาลัยจะให้ปริญญาีเป็น DSc, DLitt, ฯ ซึ่งมักจะหมายความว่าแม้จะใ้ห้เป็นแบบกิตติมศักดิ์ก็ตาม แต่ปริญญาเหล่านี้ ( DSc, DLitt ฯ) สามารถจะได้จากการศึกษาเล่าเรียนเช่นกัน คือ ทำการศึกษาเพื่อให้่ได้ปริญญาจริง ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักร โดยสามารถยื่นผลงานการทำวิจัย ซึ่งมักจะทำอยู่หลายปี และผลงานนี้ มีผลต่อวงการวิชาการสาขาวิชานั้นเป็นอย่างมาก โดยทางมหาวิทยาลัยจะตั้งกรรมการศึกษาผลงาน และรายงานผลการตัดสินให้ทางมหาวิิทยาลััยว่าจะให้ผ่านได้รับปริญญาที่ว่า หรือไม่

โดยปกติผู้เสนอเข้ารับปริญญามักจะเกี่ยวข้องกับสาขานั้นๆ เช่น เป็นอาจารย์สอน หรือ จบมาและดีเด่นอยู่หลายปี

มี หลายมหาวิทยาลัยที่พยายามให้มีความแตกต่างระหว่างดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ( Univ หรือ Doctor of the University') กับดุษฎีบัณฑิตธรรมดา โดยให้เห็นถึงความแตกต่างของสองขั้ว คือ ฝ่ายให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้มีชื่อเสียง กับ ฝ่ายที่ให้แก่ผู้ที่มีความรู้จริง

ผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์โดยปกติแล้วจะไม่ใช้คำนำหน้าว่า 'doctor หรือ ดร.' แต่หากผู้ที่ได้รับนั้นได้มาเพราะมีความสามารถในสาขานั้นจริงๆ ก็อาจจะเหมาะสมที่จะใช้เป็นคำนำหน้า ชื่อของตนเอง

ใน หลายๆประเทศ เช่น United Kingdom, Australia, New Zealand, and United States ถือว่าการใช้ doctor หรือ ดร. ของผู้ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะได้มาโดยทางใดก็ตาม

มี ข้อยกเว้นอยู่คนเดียว คือ ในสหรัฐอเมริกาที่ Benjamin Franklin ซึ่งได้รับดุษฎีบัณฑิตจาก University of St. Andrews ในปี ๑๗๕๙ และ University of Oxford ในปี ๑๗๖๒ จากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น เขาจะอ้างถึงตนเองว่า "Doctor Franklin."

ผู้ได้ รับปริญญากิตติมศักดิ์ อาจจะใช้ตัวย่อต่อท้ายชื่อได้ แต่ต้องให้เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นกิตติมศักดิ์ โดยเพิ่มคำว่า "honorary" หรือ "honoris causa" หรือ"h.c." เข้าไปในวงเล็บ และในหลายประเทศ ผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิต อาจจะใช้คำนำหน้าว่า doctor โดยใช้คำย่อว่า Dr.h.c. หรือ Dr.(h.c.). ในบางครั้งอาจจะใช้ Hon ก่อนปริญญาว่า Hon DMus.

ใน ปัจจุบันนี้เนื่องจากมีความยุ่งยากสับสนเรื่องดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยหลายๆแห่งพยายามแยกออกเพื่อให้ชัดเจนโดยให้ดุษฎีบัณฑิตใช้ LLD หรือ Hon.D. เท่านั้น แทน Ph.D. และมีหลายมหาวิทยาล้ย รวมทั้งมหาวิทยาล้ยเปิดใช้ Doctorates of the University (D.Univ.) และใช้ Ph.D หรือ Ed.D สำหรับปริญญาเอกที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียน

สำหรับ ของไทยเรานั้น สกอ.ได้มีหนังสือ ที่ ศธ.๐๕๐๖(๒) ว/๕๐๕ ลงวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๒ เรื่อง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปริญญากิตติมศักดิ์ โดยระบุว่า คำนำหน้าว่า ดร. ใช้เฉพาะกับผู้ศึกษาจบระดับปริญญาเอก มิได้รวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

หรือพูดง่าย ๆ ผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ใช้คำว่า ดร. ไม่ได้ ซึ่ง ผมไม่เห็นด้วยนัก ผมคิดว่าหากอยากจะเรียกดอกเตอร์ก็เรียกไป เพราะเป็นรับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่า คำเรียกขานดอกเตอร์ใช้กับคนที่ได้รับปริญญาในระดับดุษฎีบัณฑิต หรือแพทย์ศาสตร์บัณฑิต(Medical Doctor-M.D.) ซึ่งเขาก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตมาแล้วเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นกิตติมศักดิ์ก็ตาม

แต่ต้องใช้ว่า “ดร.(กิตติมศักดิ์)”เพราะจะเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็น กิตติมศักดิ์ แต่หากเป็นดอกเตอร์กิตติมศักดิ์แล้วไปพิมพ์นามบัตรหรือเรียกตนเองว่าว่า ดอกเตอร์เฉยๆก็ถือได้ว่าอยู่ในข่ายหลอกลวงประชาชน ปลิ้นปล้อน คบไม่ได้ ฯลฯ ดังเหตุผลที่ผมยกตัวอย่างจากต่างประเทศ มาข้างต้นนั้นเอง

ที่สำคัญก็คือในนานาอารยประเทศทั้งหลายคำว่าดอกเตอร์นั้น ส่วนใหญ่เขาจะเอาไว้ใช้เรียกผู้ที่เป็นแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ เห็น มีแต่พี่ไทยเราเท่านั้นแหละครับ ที่นิยมใช้คำว่าดอกเตอร์นำหน้าชื่อตัวเอง ทั้งดอกเตอร์ธรรมดาและ ดอกเตอร์กิตติมศักดิ์ จนมีเรื่องเล่าว่าในเครื่องบินโดยสาร ลำหนึ่งมีคนป่วยฉุกเฉิน แอร์โฮสเตสประกาศว่า มีใครเป็นดอกเตอร์(หมอ)บ้าง ปรากฏว่าพี่ไทยเรายกมือกันตั้งหลายคนเล่นเอาแอร์โฮสเตสเป็นงงไปเลย

ดอกเตอร์ห้องแถว

สมัย ก่อนเราเคยได้ยินแต่เพียงว่า มีอยู่ในเมืองนอกที่คนมีสตางค์ส่งลูกหลานไปชุบตัว แล้วได้ปริญญากลับมาโดยไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ไปติดต่อ แล้วเสียสตางค์ให้แก่มหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นห้องแถว มีกิจการขายใบปริญญาบัตรเป็นการเฉพาะ แต่ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยได้มีมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาตั้งสาขากันอยู่ทั่ว ไป

ที่สำคัญก็คือมีมหาวิทยาลัยไทยเราเอง ที่เปิดการเรียนการสอนในลักษณะนี้ มีการขยายสาขาไปทั่วประเทศ เข้าลักษณะ “จ่ายครบ จบแน่” ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายความถึงมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังตัวอย่างที่ว่ามีการรับนักศึกษาปริญญาเอก เพียงแต่ลงทะเบียนและจ่ายเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท รอให้เวลาใกล้ ๒ ปี ค่อยไปสอบปากเปล่ากับอาจารย์เพียง ๔ คน

และ ก่อนไปสอบ จะมีคนมาช่วยสอนให้พูดด้วย มิหนำซ้ำยังมีการขึ้นชื่อผู้ทีมีชื่อเสียงต่างๆ หรือตำแหน่งสูงๆ ในวงราชการว่าเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยตนอีกด้วย (อย่าให้ยกตัวอย่างเลยครับเดี๋ยวเคืองกันเปล่าๆ)

ดอกเตอร์ประเทศโลกที่สาม

คำ ว่าดอกเตอร์ประเทศโลกที่สามนี้ เป็นคำที่ใช้เรียกขานบรรดาดอกเตอร์ทั้งหลายที่แม้ว่า จะจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐก็ตาม แต่เป็นหลักสูตรที่เปิดสอนไม่เป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนด เช่น จะต้องมีอาจารย์จบวุฒิปริญญาเอก หรือ เป็นรองศาสตราจารย์จำนวนเท่านั้นเท่านี้

หรือหากไม่มีจริงๆก็ต้องมี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามคุณวุฒิที่กำหนด แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้น หรือมีการละเลยมาตรฐานขั้นต่ำในระดับความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา เป็นต้น และโดยส่วนใหญ่กรรมการในสภามหาวิทยาลัยเหล่านั้น บางคนก็เป็นกรรมการหลายแห่งจนไม่มีเวลามาเอาใจใส่ในเรื่องนี้ หรือถึงแม้จะพยายามเอาใจใส่ก็ไม่ได้ข้อมูลอยู่ดี

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีคดีไปถึงศาลปกครองแล้ว เพียงแต่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายไปในวงกว้างเท่านั้นเอง

ฉะนั้น ผู้ที่อยากได้คำว่า “ดร.”โดยไม่อยากยุ่งยากเสียเวลาและเสียเงินเป็นแสนเป็นล้าน ผมขอแนะนำให้ไปยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อที่อำเภอเป็น “ดร”(อ่านว่า”ดอน”แปลว่า พ่วงหรือแพ)เป็นชื่อแรก และใช้ชื่อเดิมเป็นชื่อรอง เสียเงินไม่กี่สิบบาทก็มีคำว่า”ดร”เช่นกันเพียงแต่ไม่แต่ไม่มีจุด (.)เท่านั้นเอง

--------------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔

4 มกราคม 2554

“ดูถูกประชาชน”



โดย ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ หวังว่าปีใหม่นี้คงมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิตเราทุกคน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยคงรอดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ทั้งหลายทั้งปวงเสียทีครับ !!!

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลนำเสนอคำว่า “ประชาวิวัฒน์” ต่อสังคมไทยซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคืออะไร จะเหมือนหรือต่างจากนโยบาย “ประชานิยม” ที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช เคยทำมาแล้วและถูกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตอนนั้นเป็นฝ่ายค้านโจมตีเรื่องดังกล่าวอย่างมาก รวมไปถึงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารคือรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ออกมาต่อต้านนโยบายประชานิยมอย่างมากด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไรก็ตาม คงหนีไม่พ้นการแจก แจก และแจกของที่แจกได้ให้กับประชาชน เช่น น้ำฟรี ไฟฟรี ขนส่งมวลชนฟรี เช็คช่วยชาติ ฯลฯ การแจกแบบนี้ไม่ว่าจะทำโดยรัฐบาลใดก็ตามก็คงหนีไม่พ้น “เงา” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลนี้ทำไปและกำลังจะทำ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช ยิ่งแจกมากเท่าไร ยิ่งให้มากเท่าไร คนก็ยิ่งพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากขึ้นเท่านั้น ลำบากนะครับเพราะในขณะที่บางคนในรัฐบาลพยายามทำให้ประชาชนลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่กลับมีบางคนที่พยายามโดยไม่รู้ตัวทำให้ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โผล่ขึ้นมาตลอดเวลา และในบางครั้งก็โผล่ขึ้นมาในลักษณะที่เป็น “ผลร้าย” ต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยครับ

ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ ผมคงไม่นำเรื่อง “ประชาวิวัฒน์” มาวิพากษ์วิจารณ์เพราะทำไปก็เสียเวลาเปล่า จริง ๆ แล้วในรัฐบาลก็มีหลายคนที่ดูท่าทางแล้วน่าจะ “มีความรู้” พอจะคิดอะไรที่ “เป็นระบบ” ได้ แต่ทำไมไม่ทราบถึงได้คิดแต่จะ “แจก” แต่เพียงอย่างเดียว ผมเคยตั้งคำถามไปหลายหนแล้วว่า เราจะเอาเงินจำนวนมากมายมหาศาลจากไหนมา “แจก” ประชาชนในลักษณะต่าง ๆ เคยถามมาแล้วตั้งแต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ในตอนต้นของรัฐบาลนี้เคยมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีนโยบายด้านสวัสดิการ แต่ทำไมปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวกลับเงียบหายไป ภาษีที่ควรจะเก็บก็ไม่เก็บ การหารายได้เพิ่มขึ้นมาจากที่ทำได้ก็ไม่มี เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ดี ค่าเงินบาทแข็ง แล้วเราจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำโครงการ “ประชาวิวัฒน์” ครับ เพราะจะหารายได้เพิ่มก็คงลำบากเต็มทน จะตัดงบประมาณกองทัพที่เกินความจำเป็นออกไปก็ไม่กล้า สงสัยก็คงต้อง “บากหน้า” ไปกู้เขามาอีกตามเคย ทิ้งภาระหนี้สินก้อนโตไว้ให้กับลูกหลานไทยในวันข้างหน้าเช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา น่าอายนะครับที่หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น แถมยังต้องเดินตามรอยเท้าเขาอีก !!! นอกเหนือจาก “ประชาวิวัฒน์” ที่รัฐบาลนำเสนอเพื่อ “ซื้อใจ” ประชาชนแล้ว ก็ยังมีเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับบุคลากรภาครัฐอีกจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันด้วย เรียกว่า “ซื้อใจ” กันครบวงจรเลยทีเดียว สงสัยคงใกล้เลือกตั้งแล้วนะครับ !!!

การขึ้นเงินเดือนบุคลากรภาครัฐเป็นสิ่งที่ผมรู้สึก “แย่” เป็นอย่างมากแม้ผมเองจะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลากรภาครัฐที่ได้รับผลดีจากการ ขึ้นเงินเดือนก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี หากไม่มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นหลักก็จะพบว่า การขึ้นเงินเดือนบุคลากรภาครัฐครั้งนี้น่าจะมีแต่ “เสีย” มากกว่าได้นะครับ ลองมาดูกันดีกว่า

เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 9 ฉบับ เกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู จำนวน 5 % โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และใกล้ ๆ กันก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีเสนอให้ปรับเงินเดือนให้แก่องค์กรอิสระและนักการเมือง 14.9% ต่อมาก็มีข่าวว่าจะมีการปรับเงินเดือนให้กับสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในวันที่ 1 มกราคม 2554 และล่าสุด มีข่าวออกมาอีกเช่นกันว่า จะมีการปรับเงินค่าตอบแทนพนักงานสอบสวนย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ไม่ทราบว่าผมตกหล่นเรื่องอะไรไปบ้างหรือเปล่า แต่เท่าที่ได้เสนอให้ดูไปข้างต้นคงเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์ได้ในบท บรรณาธิการครั้งนี้แล้วนะครับ

โดยส่วนตัวก่อน ผมคิดอยู่เสมอมาตลอดว่า เงินกับผลงานเป็นสิ่งที่คู่กัน ทำงานมากก็ควรต้องได้เงินมาก เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เหตุเกิดที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เองครับ ในช่วงเวลานั้นมีการพูดกันมากว่า เงินค่าตอบแทนของอาจารย์สอนกฎหมายน้อย กว่าผู้ที่ทำงานด้านกฎหมาย เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หากเงินเดือนน้อย อาจารย์ก็จะหนีไปอยู่ที่อื่นและก็จะหาคนมาเป็นอาจารย์ได้ยาก ถ้าผมจำไม่ผิด ในตอนนั้นมีการคิดกันว่าจะหาเงินมาจ่ายเพิ่มให้กับอาจารย์ที่แสดงความ ประสงค์จะขอรับ โดยผู้แสดงความประสงค์จะต้องผ่านเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น สอนหนังสือไม่น้อยกว่ากี่หน่วยกิตต่อสัปดาห์ เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีโอกาสได้คัดค้านอย่างเป็นทางการ เพราะผมไม่มีตำแหน่งใด ๆ เลยในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เลยไม่มี “เวที” ที่จะไปพูดคัดค้าน ที่ทำได้ก็คือบ่นกับอาจารย์ผู้ใหญ่บางคนด้วยความเสียใจว่า จริง ๆ แล้ว คนที่จะได้เงินเพิ่มควรต้องทำงาน “พิเศษ” ให้มากกว่างานปกติ เช่นอาจารย์ที่มีหน้าที่สอนหนังสือหากอยากได้เงินเพิ่มก็ควรเขียนหนังสือด้วย เป็นต้น เพราะในปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากไม่ค่อยเขียนหนังสือกัน ผมดูเฉพาะด้านนิติศาสตร์แล้วก็พบว่า มีอาจารย์เขียนหนังสือกันน้อยมาก บางคนอยู่จนแก่ยังไม่เคยมีหนังสือที่เป็นตำราทางวิชาการที่สามารถนำมาใช้สอนในวิชาที่ตัวเองรับผิดชอบได้ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ “น่าอาย” เป็นอย่างยิ่งอีกเช่นกันเพราะภารกิจหลักของอาจารย์คือการสอน เวลาว่างที่มีก็ต้องเตรียมสอน คนที่เป็นอาจารย์มาหลายปีก็หมายความว่าต้องมีเวลาว่างที่ใช้สำหรับเตรียมการสอนมาหลายปีเช่นกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกเพราะมีอาจารย์จำนวนมากที่ไม่มีตำราเป็นของตัวเองเลยสักเล่ม จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น หากเราตั้งธงว่าจะต้องเพิ่มเงินเดือนก็ควรจะต้องเพิ่มให้กับคนที่มีผลงาน พิเศษนอกเหนือไปจากการสอน ก็คือ การเขียนตำรา หากต้องหาเงินมาเพิ่มให้กับอาจารย์ประเภทที่ไม่เคยเขียนตำราเพราะกลัวสมอง ไหล ผมว่าสมองแบบนั้นปล่อยให้ไหลไปดีกว่าครับ เป็นอาจารย์ต้องทำงานด้วยใจ ไม่ใช่คอยดูว่าผู้พิพากษาหรืออัยการได้เงินมากกว่าเรา แล้วเราต้องได้ด้วย ถ้าไม่พอใจอาชีพอาจารย์เพราะเงินน้อยก็ไปสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ได้ ถ้าสอบได้นะครับ !!! เรื่องดังกล่าวผมไม่ทราบว่าลงเอยอย่างไร ในที่สุดแล้วมีการเพิ่มเงินให้กับอาจารย์หรือไม่ก็ไม่ทราบเพราะผมไม่ได้แสดง ความประสงค์ในการขอรับเงินเพิ่มเนื่องจากคิดว่าเหมาะสมแล้วและเกณฑ์ในการขอ เงินเพิ่มก็ไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเลยกับสังคมและกับนิสิตครับ

ที่เล่ามาก็เพื่อให้เห็นว่า ทุกอาชีพสนใจที่จะได้เงินเพิ่มกันทั้งนั้น คิดอะไรไม่ออกก็หาเงินเพิ่มให้กับตัวเอง ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 หลายองค์กรก็ล้วนแล้วแต่เจอ “วิบากกรรม” กับการหาช่องทางที่ทำให้ตัวเองได้เงินเพิ่มกันมาแล้วหลายองค์กรด้วยกันครับ

กลับมาเรื่องการขึ้นเงินเดือนของบุคลากรภาครัฐในปัจจุบัน ไม่มีเสียงคัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู หรือถ้ามีก็คงน้อยมากเพราะทราบกันอยู่แล้วว่า ข้าราชการทุกประเภททำงานเต็มเวลา และค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน ๆ แต่ที่มีเสียงคัดค้านกันมากก็คือ การขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภากับองค์การบริหารส่วนตำบลในหลาย ๆ เหตุผลด้วยกัน ลองมาดูความเหมาะสมของการขึ้นเงินเดือนให้กับสมาชิกรัฐสภากันก่อน เป็นที่ทราบกันดีว่าหน้าที่หลักของรัฐสภาคือการผลิตกฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ในการบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของประเทศและสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคม แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสมัยนิติบัญญัติที่ผ่านมา รัฐสภาเห็นชอบร่างกฎหมายไปเพียง 20 ฉบับ แต่ยังมีร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอีกเป็นร้อยฉบับ ในจำนวนนั้นมีร่างกฎหมายที่ประชาชนใช้สิทธิในการเสนอร่างกฎหมายตามรัฐธรรมนูญอยู่ 18 ฉบับ ส่วนในวุฒิสภาก็มีร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอยู่เช่นเดียวกันแต่ก็ไม่มาก

ผมคงไม่ต้องพูดถึงเรื่อง“สภาล่ม” ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และคงไม่ต้องพูดถึง “จำนวน” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมประชุมในแต่ละครั้ง เพราะมีผู้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นออกมาเผยแพร่ไปบ้างแล้ว เช่น มี ส.ส.ที่มาลงคะแนนครบทุกคนครั้งจำนวนเพียง 58 คนจากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 474 คน (12.24%) ซึ่งก็เป็นจำนวนที่น้อยมากและอาจจะเรียกได้ว่าน้อยอย่างไม่น่าเป็นไปได้เมื่อเทียบกับ “สถานะ” ขององค์กรที่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในประเทศครับ

ปัจจุบัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ค่าตอบแทนมากอยู่แล้ว แถมยังมีเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล ไปดูงานต่างประเทศก็บ่อย มีผู้ช่วยได้อีกตั้งหลายคน สรุปแล้ว ส.ส. คนหนึ่งประเทศชาติต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนต่อคนต่อเดือนร่วมสองแสนบาท คำถามก็คือ ยังน้อยอยู่อีกหรือเมื่อเทียบกับทหารหรือตำรวจที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถูกกดดันจากทุก ๆ ทาง หรือกรรมกรที่ทำงานหนักเพื่อแลกกับเงินวันละ 200 กว่าบาท เรื่องนี้ผมคงตอบไม่ได้นอกจากจะนำแนวคิดเดิมที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นเกี่ยวกับการให้เงินตอบแทนพิเศษกับอาจารย์สอนกฎหมายก็คือ ต้องดูผลงานเป็นหลัก อยากได้เงินเพิ่มก็ต้องทำงานเพิ่ม ซึ่งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนั้นบอกตรง ๆ เสียดายเงินภาษีอากรมาก สภาล่มบ่อยครั้ง ส.ส. ขาดประชุมจำนวนมาก กฎหมายออกไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับผม แค่ 3 กรณีนี้ก็เป็นเหตุผลที่พอเพียงแล้วที่จะไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่บังเอิญไม่ใช่ผม วันนี้ ส.ส. ก็เลยมีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก 14.9% มากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มให้กับข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และครู เกือบ 10% เลยทีเดียวครับ

ผมสงสัยว่า การขึ้นเงินเดือนให้กับ ส.ส. จำนวน 14.9% มีที่มาจากฐานใด เพราะจากสถิติที่นำเสนอไปแล้วคือ ขาดงานบ่อย ผลงานไม่มี ถ้าเป็นลูกจ้างภาคเอกชนคงถูกไล่ออกไปนานแล้วครับ ที่ถูก น่าจะลองดูวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนคนพวกนี้ใหม่ เช่น เงินเดือนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการทำงานและผลงานที่ออกมา มาประชุมครบ มีการพูดอภิปราย แปรญัตติที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน เป็นต้น ก็ลองเสนอเล่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วครับ

ส่วนการขึ้นเงินเดือนให้กับ อบต. นั้น ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า อบต. เป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับชาติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติ 10 กว่าปีที่ผ่านมาการกระจายอำนาจของเราก็ยังคงล้าหลังอยู่และไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเท่าไรนักทั้ง ๆ ที่เรามีกฎหมายจำนวนมากออกมา “เอื้อ” กับการกระจายอำนาจ และก็เป็นที่น่าแปลกใจที่นับตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศไม่เคยดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้การกระจายอำนาจไปถึงและบรรลุวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่อยู่ดีๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การสมยอมของคณะรัฐมนตรี กลับขึ้นเงินเดือนให้กับ อบต. ที่ ต่างคนก็ต่างมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว และนอกจากนี้ ก็ยังมีข่าวของการทุจริตคอร์รัปชันระดับท้องถิ่นอยู่มากและก็ยังแก้ปัญหาไม่ ได้อีกเช่นกัน ผมคิดว่าก่อนที่จะคิดขึ้นเงินเดือนควรจะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประชาชนในท้องถิ่นได้อะไรบ้างจากการกระจายอำนาจแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ หากสมประโยชน์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจ อยากจะขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่ก็คงไม่มีใครว่า ไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนเพราะนี่คือ “ฐานเสียง” ทางการเมืองครับ นอกจากนี้แล้ว ไม่คิดบ้างหรือไรว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ คือ อบจ. เทศบาล กทม. และเมืองพัทยาก็ควรมีสิทธิได้รับการขึ้นเงินเดือนด้วยเช่นเดียวกับ อบต. ครับ !!!

เสียดายเงินภาษีอากรของประชาชนนะครับที่ต้องเสียไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องและกับคนที่ไม่ได้เรื่องด้วย บ้านเราวันนี้เป็นแบบนี้กันไปหมด คนดี ๆ คนเก่ง ๆ หายไปจากสังคม ปล่อยให้ใครก็ไม่ทราบออกมา “ลอยหน้าลอยตา” กันอยู่เต็มไปหมด แล้วก็ “เรียกร้อง” สิ่งต่าง ๆ จากเรา ทวงบุญทวงคุณว่าเข้ามาทำงานให้ ปัญหาใหญ่ในบ้านเราวันนี้จึงน่าจะอยู่ที่ระบบของการคัดคนเข้ามาทำงานนะครับ ที่ถูกต้องก็คือใครจะเข้ามาทำงานอะไรก็ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาผลิตกฎหมายให้กับประเทศชาติก็ต้องเป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการ ตั้งใจทำงาน ประโยชน์ตอบแทนก็ต้องพอใจรับตามสมควรเช่นเดียวกับผู้ที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานในตำแหน่งอื่นๆด้วยที่ควรที่จะต้อง “รู้” ถึงคุณสมบัติเฉพาะของผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้น ไม่ใช่มาประชุมแล้วก็ไม่รู้เรื่อง พูดอะไรก็ไม่เข้าใจ ก็เลยไม่เข้าประชุมดีกว่า หนีไปนั่งอยู่ในห้องกาแฟหรือไม่ก็ไปนั่งอยู่ตามหน้าห้องรัฐมนตรียังจะดูมี “อำนาจ” มากกว่า เป็นอย่างนี้สภาถึงได้ล่มบ่อยครั้งครับ

จริง ๆ อยากจะเขียนเรื่องแนวคิดของการขึ้นเงินเดือนให้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือ องค์กรอิสระด้วย แต่เนื่องจากเนื้อที่ไม่พอก็เลยต้องขอติดค้างเอาไว้ก่อน จะขอกล่าวถึงแต่เพียงว่า คุณสมบัติของบุคคลที่เข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติเป็น สิ่งที่เราคงต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังและมากที่สุดสำหรับทุกตำแหน่ง หลาย ๆ คนอาจมองไม่เห็นภาพ ลองพิจารณาดูแพทย์แต่ละประเภทดูก็ได้ครับ เราคงไม่ขอให้หมอฟันเป็นผู้ผ่าตัดหัวใจเป็นแน่ทั้ง ๆ ที่หมอฟันก็เป็นหมอเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น นักกฎหมายก็มีหลายสาขา แต่ทุกวันนี้ นักกฎหมายที่มาจากสาขาเอกชนกลับเข้ามายึดงานที่ควรจะเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายสาขามหาชนไปหมดไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้กระทั่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเองที่ต้องเป็นผู้มีความจัดเจนในด้านกฎหมายมหาชน แต่ในปัจจุบันก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่ามีบางส่วนไม่ใช่นักกฎหมายมหาชนครับ !!! คงต้องหาสาเหตุกันอย่างจริงจังแล้วว่า มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่ว่าใครก็ตามจะเข้ามาทำได้ นักกฎหมายที่เป็นนักกฎหมายเอกชนมาแต่อ้อนแต่ออก จะมาเปลี่ยนเป็นนักกฎหมายมหาชนในทันทีทันใดคงเป็นไปไม่ได้ แนวคิดต่าง ๆ และความเชี่ยวชาญในการทำงานไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ ครับ

ก็ต้องขอจบเรื่องการขึ้นเงินเดือนเอาไว้แต่เพียงแค่นี้ เพราะเขียนต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น เนื่องจากวิธีการมองต่างกัน อยากจะขอให้หยุดการขึ้นเงินเดือนที่ว่าเอาไว้ก่อนแล้วพิจารณาใหม่ทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนก็ไม่กล้า เพราะฉะนั้น ก็เลยขอ "ยุส่ง" ไปเลยว่า ถ้าจะให้ครบวงจรและสนุกมากไปกว่านี้ เมื่อรัฐบาลเสนอขึ้นเงินเดือนให้กับนักการเมืองจำนวน 14.9% ก็ควรที่จะเสนอขึ้นเงินเดือนให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลรัฐธรรมนูญด้วยเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาปฏิบัติหน้าที่ได้เด็ดขาดและดีเยี่ยมเหลือเกินครับ

“ประชาวิวัฒน์” กับ “การขึ้นเงินเดือน” คงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงสำหรับการเป็น “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เป็นแน่ และก็คงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงสำหรับถ้อยคำที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า การดำเนินการทั้งหมดซึ่งใช้เงินภาษีอากรของประชาชนนั้นไม่ได้หวังผลเพื่อ “การเมือง” ในทางที่เป็นคุณกับตนเอง เพราะหากพิสูจน์ไม่ได้ก็หมายความว่า ประชาชนก็จะกลายเป็นคนโง่ที่ถูกรัฐบาลหลอกมาไม่รู้กี่รัฐบาล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียภาษีไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมามากมายนักเพราะถูกนักการเมืองเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยมีประชาชนเป็นข้ออ้าง

ปีใหม่แล้ว ของขวัญที่ประชาชนคนไทยควรได้รับน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์จริงจังกับประชาชนมากกว่าได้แค่ผลพลอยได้ เพราะผลพลอยได้หมายความว่า ต้องมีคนได้ก่อนแล้วประชาชนจึงได้สิ่งที่ตามมาทั้ง ๆ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของเงิน ทำกันแบบนี้แล้วจะไม่ให้คิดมากได้ อย่างไรครับ !! แทนที่ประชาชนจะได้ของขวัญปีใหม่ที่ดี แทนที่ประเทศชาติจะหลุดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลกลับคิดได้แค่เสนอขึ้นเงินเดือนให้กับ “คนที่ทำงานไม่คุ้มเงินเดือน”
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมตั้งชื่อบทบรรณาธิการครั้งนี้ว่า “ดูถูกประชาชน” ได้อย่างไรครับ !!!

ในสัปดาห์นี้เรามีบทความมานำเสนอ 3 บทความด้วยกัน บทความแรกเป็นบทความตอนจบของ ผศ.ณรงค์เดช สรุโฆษิต แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง "บทวิเคราะห์การยุบพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง (ตอนจบ)" บทความที่สองเป็นบทความที่เขียนโดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง เรื่อง "เปิดร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ฉบับประชาชน" บทความที่สามเป็นบทความ เรื่อง "ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ในการบริหารรัฐกิจ" ที่เขียนโดย คุณธีรพัฒน์ อังศุชวาล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทั้งสามด้วยครับ

พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 17 มกราคม 2554 ครับ

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

Ref: www.pub-law.net

ประชาไท - การเมือง