17 ตุลาคม 2554
บทเรียนวิกฤตน้ำท่วม กวาดนิคมฯโซนอยุธยาจมหาย ถึงเวลาสังคายนากระทรวงอุตฯ
มติชนออนไลน์......วิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ มวลน้ำมหาศาลเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมในหลายจังหวัด และกำลังพุ่งเป้าเข้าสู่ "กรุงเทพฯ" ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ตัวเลขความเสียหายที่พูดกันที่หลักแสนล้านบาท ยืนยันจากคำสัมภาษณ์ของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมระบุว่า มีโอกาสปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจไทยปี 2554 ลงประมาณ 1% คือ เหลือ 3.1% จากคาดว่าจะขยายตัว 4.1% หากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ยังไม่สิ้นสุด ตัวเลขความเสียหายอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมคำนวณตัวเลขความเสียหาย ในส่วนของพื้นที่อุตสาห กรรม ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2554 อยู่ที่ 29,358 ล้านบาท แต่จำนวนนี้ไม่รวมความเสียหายของนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพราะตัวเลขความเสียหายยังไม่นิ่ง
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงบรรเทากว่านี้ หากระบบรับข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับส่วนงานอื่นๆ ของประเทศ และแจ้งเตือนข้อมูลจริงให้ภาคอุต สาหกรรมรับมือแต่เนิ่นๆ
เพราะผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก ที่โถมเข้าใส่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงปัจจุบัน ทำให้ที่ผ่านมาบริเวณลุ่มน้ำท้ายเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำสะสมมาก โดย นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ของ กฟผ. ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-13 ตุลาคม 2554 มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯของเขื่อนทั้ง 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 20,418 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) มีการระบายน้ำปริมาณ 8,074 ล้านลบ.ม. จำนวนนี้ยังไม่รวมปริมาณฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่
ชี้ภาคอุตฯรู้ข้อมูลช้า
ข้อมูลส่วนนี้ภาคอุตสาหกรรม จ.พระนคร ศรีอยุธยา ระบุว่า รับรู้ล่วงหน้าเพียง 2 สัปดาห์ และข้อมูลที่ได้รับกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้แจ้งเตือนให้เห็นว่าปีนี้น้ำมีปริมาณมาก มีความเสี่ยงเข้าท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมโดยง่าย
นายขจรศักดิ์ มหวรรณคุณ ที่ปรึกษาบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ไม่คิดว่าปริมาณน้ำจะมากขนาดนี้ หน่วยงานที่แจ้งให้ทางเขตประกอบการอุตสาห กรรมโรจนะป้องกัน คือ จ.พระนครศรีอยุธยา และทางเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะคิดว่าสถานการณ์จะเหมือนปี 2538 คือ สามารถป้องกันด้วยคันดินที่ทำขึ้นได้
แต่เมื่อนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครถูกน้ำท่วมวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ทางเขตประกอบการโรจนะจึงแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการแต่ละโรงงานเตรียมรับมือทันที สอดคล้องกับผู้ประกอบการในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นใน จ.พระ นครศรีอยุธยา ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และเขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ วังน้อย ที่ไม่คาดคิดว่าแนวคันดินจะต้านน้ำไม่ไหว และทยอยถูกทลายลง
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม หลังนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครถูกน้ำท่วม การขยับ เขยื้อนของกระทรวงจึงเริ่มขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงลงพื้นที่ตรวจอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พอถูกซักข้อมูลความเสียหายตัวเลขของอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่อัพเดต กลับได้รับ คำตอบแบบโยนไปมาเพราะโครงสร้างของพื้นที่อุตสาหกรรม มีกฎหมายดูแลคนละฉบับ โดยนิคมอุตสาหกรรมจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขณะที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน เขตชุมชนอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม เป็นการรวมกลุ่มของโรงงานอุตสาหกรรมที่โรงงานแต่ละรายจะขออนุญาตประกอบกิจการจากการนิคมฯในพื้นที่อยูˆแล‰ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ นิคมอุตสาหกรรมจึงเป็นพื้นที่ที่ตรวจสอบข้อมูล สถานะได้ละเอียด การป้องกันภัยมีเจ้าหน้าที่ กนอ.เข้าดูแลพื้นที่ ขณะที่เขตประกอบการอุตสาหกรรม สวนอุตสาห กรรม เอกชนเจ้าของพื้นที่จะต้องพึ่งพาตัวเอง ซึ่งรวมถึงมาตรการป้องกันภัยจากปัญหาน้ำท่วมด้วย
โรงงาน1.5พันแห่งเสี่ยงจมน้ำ
ยิ่งสถานการณ์เข้าสู่ภาวะตึงเครียด แบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร โรงงานจำนวน 49 แห่ง มูลค่าการลงทุนประมาณ 9,472 ล้านบาท แรงงาน 14,696 คน นิคมฯไฮเทค โรงงานทั้งสิ้น 143 ราย มูลค่าการลงทุนสูงถึง 65,312 ล้านบาท แรงงาน 51,186 คน เขตประกอบการฯโรจนะ โรงงานทั้งสิ้น 198 ราย มูลค่าลงทุน 58,000 ล้านบาท แรงงาน 90,000 คน และนิคมฯบางปะอิน โรงงานทั้งสิ้น 90 ราย มูลค่าการลงทุน 60,000 ล้านบาท แรงงาน 60,000 คน
อีกกลุ่มเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง เพราะอยู่ในตำแหน่งที่น้ำจะผันผ่านก่อนปล่อยสู่ทะเล และบางพื้นที่อยู่ใกล้น้ำท่วม ประกอบด้วย 1.นิคมฯลาดกระบัง กรุงเทพฯ มีโรงงาน 231 แห่ง มูลค่าลงทุน 89,491 ล้านบาท แรงงาน 48,097 คน 2.นิคมบางชัน กรุงเทพฯ โรงงาน 93 แห่ง มูลค่าลงทุน 19,848 ล้านบาท แรงงาน 13,844 คน พื้นที่ 677 ไร่ 3.นิคมบางพลี สมุทรปราการ โรงงาน 137 แห่ง มูลค่าลงทุน 54,291 ล้านบาท แรงงาน 22,884 คน พื้นที่ 1,004 ไร่ 4.นิคมบางปู สมุทรปราการ โรงงาน 456 แห่ง มูลค่าลงทุน 105,502 ล้านบาท แรงงาน 76,420 คน พื้นที่ 5,458 ไรˆ 7.นิคมเวลโกรว์ ฉะเชิงเทรา โรงงาน 167 แห่ง มูลค่าลงทุน 770,606 ล้านบาท แรงงาน 31,389 คน พื้นที่ 3,508 ไร่
5.สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี มีพื้นที่ 1,200 ไร่ มีโรงงาน 44 แห่ง มีการลงทุน 22,000 ล้านบาท มีการจ้างงาน 30,000 คน และ 6.สวนอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมชิ้นส่วน มีโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 400 แห่ง มูลค่าลงทุน 100,000 ล้านบาท และแรงงาน 170,000 คน รวมแล้ว พื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ มีโรงงานมากถึง 1,528 แห่ง รวมมูลค่า 1,166,738 ล้านบาท แรงงาน 392,673 คน
ญี่ปุ่นจี้รัฐแก้ปัญหาด่วน
จำนวนนี้ 1.กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็ก ทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ 2.พลาสติกและหนังเทียม 3.เครื่องยนต์ เครื่องจักรและอะไหล่ 4.เหล็ก และผลิตภัณฑ์โลหะ 5.ยานยนต์และการขนส่ง 6.อาหารและเครื่องดื่ม 7.ปุ๋ย สี และเคมีภัณฑ์ ในสัดส่วนที่ต่างกันไปของแต่ละพื้นที่อุตสาหกรรม ส่วนนักลงทุนมีทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นลงทุนมากที่สุด คือ 80% จึงมีบทบาทสำคัญในการออกโรงขอร้องกระทรวงอุตสาหกรรมให้เร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน โดย เซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เข้าพบ วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแบบเร่งด่วน และหารือกับ พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ถ้อยแถลงของประธานเจโทร คือ ขอร้องให้รัฐบาลแก้ไขสถานการณ์น้ำที่เข้าท่วมในพื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมทั้งหมด ทำให้น้ำลดโดยเร็วเพื่อป้องกันเครื่องจักรเสียหายไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะอุปกรณ์การผลิต เช่น แม่พิมพ์ เป็นต้น เพราะมูลค่าสูง และหลายแหˆงใช้ไทยเป็นฐานผลิตใหญ่ แม่พิมพ์บางตัวจึงมีใช้ในประเทศไทยเท่านั้น
ประธานเจโทรยังต้องการเห็นภาพการทำงานของรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ โดยเฉพาะข้อมูลน้ำ และการเตือนภัย ที่ถูกต้อง แม่นยำ และหลายภาษา ไม่ใช่แค่ภาษาไทยอย่างเดียว
ขณะที่พยุงศักดิ์ ประธาน ส.อ.ท.ได้เรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำท่วมโดยมีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นฐานข้อมูลหลัก เพราะบริษัทต่างชาติสับสนในข้อมูล และยังระบุถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจะยาวนานถึง 10 เดือน เพราะบางรายเสียหายหนัก และบางส่วนของโรงงานต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ภาคอุตสาหกรรมหยุดชะงัก คงไม่ใช่แค่ระยะสั้นๆ เพราะพื้นที่อุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบทั่วประเทศ ทั้งในกลุ่มของยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตโรงงานประกอบจึงต้องวางแผนการจัดหาวัตถุดิบมาป้อนโรงงานใหม่ เบื้องต้นอาจจะใช้จากแหล่งผลิตอื่นในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย จีน เกาหลี เป็นต้น
รัฐบาลเตรียมรับมือศก.ไทยฟุบ
ถึงตอนนี้ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่เกิดกับภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เพราะช่วงเวลาหลังจากนี้ การหดตัวทางเศรษฐกิจจะเด่นชัด แน่นอนว่าจีดีพีในปีนี้จะลดมากกว่า 1% และผลกระทบจะลุกลามบานปลายเห็นชัดในปีหน้า กัดกินเศรษฐกิจปี 2555 ให้ยิ่งเสื่อมถอย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ บาล โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท คงต้องทบทวน เพราะผู้ประกอบการคงไม่มีความสามารถจะจ่ายค่าแรงตามที่รัฐบาลกำหนดได้ อย่าว่าแต่เพิ่มค่าแรงให้เป็น 300 บาท เผลอๆ แรงงานกว่า 2 แสนคนอาจถึงขั้นตกงาน ถูกเลิกจ้าง เพราะเจ้าของโรงงานต้องเร่งฟื้นฟูกิจการ ขอให้รัฐช่วยเยียวยา ไม่มี ปัญหาจ่ายค่าจ้างได้
ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมคงต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองอย่างเร่งด่วน อาจต้องถึงขั้นสังคายนาระบบข้อมูล และการทำงานของกระทรวงทั้งหมด โดยเฉพาะการแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมออกเป็นหลายรูปแบบ แต่ไม่สามารถกำกับความหลากหลายให้มีประสิทธิภาพได้ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องการพึ่งพาผู้กำกับภาคอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ไม่ใช่แค่หน่วยงานตั้งโต๊ะให้ใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระทรวงอุตสาห กรรมแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของฐานข้อมูลที่แม่นยำ ไม่มีการวางแผนรับมือปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ทันท่วงที ฯลฯ เพราะเคยเกิดขึ้นแล้วกับกรณีวิกฤตมาบตาพุด
ที่จนป่านนี้ปัญหาก็ยังคาราคาซังอยู่!!
