thaiinsider.info......"มหาอุทกภัย" ทำธุรกิจเจ๊งเกินแสนล้านบาทแน่ "ทีมศก.พท." เผยความเสียหายมากถึง 6 แสนล้านบาท แยกเป็น "จีดีพ" หาย 1 แสนล้าน-ทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือนอีก 5 แสนล้าน "เอกชน" แนะรัฐบาลให้ชะลอ "ประชานิยม" หันมาทุ่มแก้น้ำท่วม แต่เจอปัด ยันเดินหน้าต่อแน่
ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของไทยนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง หลายภาคส่วนได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากอุทกภัยครั้งนี้ เริ่มต้นที่นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมเมื่อวันที่ 25 ก.ค.-12 ต.ค. สร้างความเสียหายเศรษฐกิจแล้ว 156,719.3 ล้านบาท หรือทำให้จีดีพีลดลง 1.3-1.5% จากเดิมที่คาดว่าเสียหาย 104,027.3 ล้านบาท และทำให้จีดีพีลดลง 0.8-1%
นางเสาวณีย์ ยังกล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนก.ย.ว่า ทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 81.8 ลดลงจาก 83.4 ในเดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 72.7 ลดลงจาก 73.8, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 73 จาก 74.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 110.3 จาก 102.1, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 63.5 ลดจาก 65 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 87.8 ลดจาก 89.6
“สาเหตุที่ดัชนีลดลง เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ในขณะที่ผู้บริโภคกังวลกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังสูงต่อเนื่อง แต่รายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ระดับราคาน้ำมัน และความไม่มั่นใจในนโยบายขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล”นางเสาวณีย์ระบุ
นางเสาวณีย์ ยังกล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนก.ย.ว่า ทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 81.8 ลดลงจาก 83.4 ในเดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 72.7 ลดลงจาก 73.8, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 73 จาก 74.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 110.3 จาก 102.1, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 63.5 ลดจาก 65 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 87.8 ลดจาก 89.6
“สาเหตุที่ดัชนีลดลง เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ในขณะที่ผู้บริโภคกังวลกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังสูงต่อเนื่อง แต่รายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ระดับราคาน้ำมัน และความไม่มั่นใจในนโยบายขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล”นางเสาวณีย์ระบุ
ม.หอการค้าฯ ฟันธง ทำจีดีพีดิ่งวูบ เผยหากยังไม่จบทั้งปีอาจโตแค่ 2-2.5%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนก.ย.ที่ลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เพราะปัญหาน้ำท่วมเป็นหลัก และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในเดือนก.ย.นี้ คาดว่าดัชนีในเดือนต.ค.จะทรุดลงแรง โดยอาจลดลงได้อีก 2-3 จุด ส่วนความเสียหายที่ 156,719.3 ล้านบาทนั้น ยังไม่รวมความเสียหายในนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ และความเสียหายกรณีน้ำจะท่วมถึงกรุงเทพฯ โดยกลุ่มที่กระทบหนักสุดได้แก่เกษตรกร ที่เม็ดเงินหายไป 60,000 ล้านบาท
“ความเสียหายทำให้คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเพียง 3-3.5% จากเดิม 3.6% แต่หากไม่คลี่คลายในเร็วๆ นี้ จะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวเพียง 2-2.5% เท่านั้น ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 19 ต.ค.นี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ประคองตัวไปได้ ไม่เช่นนั้นจีดีพีปีหน้าอาจขยายตัวไม่ถึง 4-4.5%”นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนก.ย.ที่ลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เพราะปัญหาน้ำท่วมเป็นหลัก และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในเดือนก.ย.นี้ คาดว่าดัชนีในเดือนต.ค.จะทรุดลงแรง โดยอาจลดลงได้อีก 2-3 จุด ส่วนความเสียหายที่ 156,719.3 ล้านบาทนั้น ยังไม่รวมความเสียหายในนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ และความเสียหายกรณีน้ำจะท่วมถึงกรุงเทพฯ โดยกลุ่มที่กระทบหนักสุดได้แก่เกษตรกร ที่เม็ดเงินหายไป 60,000 ล้านบาท
“ความเสียหายทำให้คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเพียง 3-3.5% จากเดิม 3.6% แต่หากไม่คลี่คลายในเร็วๆ นี้ จะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวเพียง 2-2.5% เท่านั้น ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 19 ต.ค.นี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ประคองตัวไปได้ ไม่เช่นนั้นจีดีพีปีหน้าอาจขยายตัวไม่ถึง 4-4.5%”นายธนวรรธน์กล่าว
“กิตติรัตน์” แจงประชุม 17 ต.ค.หาทางเยียวยาภาคเอกชนด่วน
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ความเสียหายอาจมากกว่า 1 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 1% ของจีดีพี และรัฐบาลต้องหาเงินไม่น้อยกว่า 8 หมื่นล้านบาทในการเยียวยา แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ทำให้การประเมินความเสียหายและกำหนดแผนช่วยเหลือทำได้ยาก โดยในวันที่ 17 ต.ค. รัฐบาลจะหารือร่วมกับทุกภาคส่วนในการหาแนวทางเยียวยาภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบ
“แนวทางช่วยเหลือจะต้องอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ทำให้มาตรการช่วยเหลือบางอย่าง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด โดยจะเน้นหาวิธีอื่นควบคู่ด้วย ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศต้องพิจารณาภาพรวมว่าจะทำได้และจำเป็นหรือไม่”นายกิตติรัตน์กล่าว
ส่วนนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมว่า มีโรงงานเสียหายรวม 973 โรง เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ 930 โรง และมีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มเป็น 29 จังหวัด รวมมูลค่า 29,291 ล้านบาท
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า การประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจปี 2554 ลดลง 0.6-0.9% หรือ 6 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท และต้องติดตามดูผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจปี 2555 ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร และต้องรับมืออะไรบ้าง โดยจะมีมาตรการออกมาฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ความเสียหายอาจมากกว่า 1 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 1% ของจีดีพี และรัฐบาลต้องหาเงินไม่น้อยกว่า 8 หมื่นล้านบาทในการเยียวยา แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ทำให้การประเมินความเสียหายและกำหนดแผนช่วยเหลือทำได้ยาก โดยในวันที่ 17 ต.ค. รัฐบาลจะหารือร่วมกับทุกภาคส่วนในการหาแนวทางเยียวยาภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบ
“แนวทางช่วยเหลือจะต้องอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ทำให้มาตรการช่วยเหลือบางอย่าง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด โดยจะเน้นหาวิธีอื่นควบคู่ด้วย ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศต้องพิจารณาภาพรวมว่าจะทำได้และจำเป็นหรือไม่”นายกิตติรัตน์กล่าว
ส่วนนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมว่า มีโรงงานเสียหายรวม 973 โรง เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ 930 โรง และมีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มเป็น 29 จังหวัด รวมมูลค่า 29,291 ล้านบาท
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า การประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจปี 2554 ลดลง 0.6-0.9% หรือ 6 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท และต้องติดตามดูผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจปี 2555 ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร และต้องรับมืออะไรบ้าง โดยจะมีมาตรการออกมาฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
“สุชาติ” ระบุเสียหายรวม 6 แสนล้านบาท ปูดกู้เงินนอกแสนล้านแก้ไข
ในขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ พบว่าจีดีพีหายไป 100,000 ล้านบาท และความเสียหายทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือนประชาชนเสียหาย 500,000 ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปี 2555 รัฐบาลต้องเตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ โดยเบื้องต้นจะจ้างงานผู้ที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยอุทกภัยในอัตราที่สูง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และเน้นการตัดงบประมาณประชาสัมพันธ์และการเดินทางไปดูงานหรือเที่ยวของหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำเงินดังกล่าวมาฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ส่วนความเสียหายของภาคเอกชนที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะและนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จะช่วยเหลือเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะส่วนใหญ่ภาคเอกชนทำประกันภัยพิบัติไว้แล้ว
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การฟื้นฟูเยียวยาประชาชนนั้น เดิมบ้านเรือนเสียหายจะได้รับเงินชดเชย 30,000 บาทต่อหลังคาเรือน แต่อาจเพิ่มเป็น 50,000 บาท ซึ่งต้องหารือกันก่อน เพราะรัฐบาลได้กู้เพิ่ม 100,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะมาดำเนินโครงการเอสเอ็มแอลและกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากกระจายเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ส่วนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัตินั้น ควรเน้นบริหารจัดการ ด้วยการทำเมกะโปรเจ็กต์บริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำ มูลค่า 400,000 ล้านบาท
นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณแก้ไขน้ำท่วมว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.-10 ต.ค.ได้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินไปแล้ว 2,634 ล้านบาท และยังกันเงินสำรองอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ และยืนยันว่าไม่มีปัญหาการเบิกจ่ายรั่วไหล
ในขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ พบว่าจีดีพีหายไป 100,000 ล้านบาท และความเสียหายทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือนประชาชนเสียหาย 500,000 ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปี 2555 รัฐบาลต้องเตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ โดยเบื้องต้นจะจ้างงานผู้ที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยอุทกภัยในอัตราที่สูง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และเน้นการตัดงบประมาณประชาสัมพันธ์และการเดินทางไปดูงานหรือเที่ยวของหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำเงินดังกล่าวมาฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ส่วนความเสียหายของภาคเอกชนที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะและนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จะช่วยเหลือเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะส่วนใหญ่ภาคเอกชนทำประกันภัยพิบัติไว้แล้ว
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การฟื้นฟูเยียวยาประชาชนนั้น เดิมบ้านเรือนเสียหายจะได้รับเงินชดเชย 30,000 บาทต่อหลังคาเรือน แต่อาจเพิ่มเป็น 50,000 บาท ซึ่งต้องหารือกันก่อน เพราะรัฐบาลได้กู้เพิ่ม 100,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะมาดำเนินโครงการเอสเอ็มแอลและกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากกระจายเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ส่วนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัตินั้น ควรเน้นบริหารจัดการ ด้วยการทำเมกะโปรเจ็กต์บริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำ มูลค่า 400,000 ล้านบาท
นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณแก้ไขน้ำท่วมว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.-10 ต.ค.ได้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินไปแล้ว 2,634 ล้านบาท และยังกันเงินสำรองอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ และยืนยันว่าไม่มีปัญหาการเบิกจ่ายรั่วไหล
เอกชนแนะชะลอประชานิยมหันมาทุ่มแก้น้ำท่วม แต่ “รัฐบาล” ยันเดินหน้าต่อ
นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวถึงการตัดงบ 10% ของแต่ละกระทรวงหรือ 80,000 ล้านบาทเยียวยาน้ำท่วมว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะความเสียหายสูงถึง 20% ของงบประมาณรวม ดังนั้นโครงการประชานิยมต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วต้องเดินหน้าต่อ ส่วนที่ยังไม่ทำก็คงต้องกลับมาพิจารณาทบทวน เพราะงบประมาณจะต้องนำไปเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ยกเลิกหรือชะลอแม้แต่โครงการเดียว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และต้องการนำมาตรการดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนจะหารือกับรมว.การคลัง ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องขยายเวลาโครงการรถยนต์คันแรก จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2555
นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวถึงการตัดงบ 10% ของแต่ละกระทรวงหรือ 80,000 ล้านบาทเยียวยาน้ำท่วมว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะความเสียหายสูงถึง 20% ของงบประมาณรวม ดังนั้นโครงการประชานิยมต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วต้องเดินหน้าต่อ ส่วนที่ยังไม่ทำก็คงต้องกลับมาพิจารณาทบทวน เพราะงบประมาณจะต้องนำไปเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้ไม่ยกเลิกหรือชะลอแม้แต่โครงการเดียว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และต้องการนำมาตรการดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนจะหารือกับรมว.การคลัง ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องขยายเวลาโครงการรถยนต์คันแรก จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2555
"รมช.คลัง" ยันรัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลดให้ได้จีดีพีตามเป้า ไม่ติดลบ
เวลา 10.00 น.ของวันนี้ (14 ต.ค.) ที่ ศปภ. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง แถลงว่า จากภัยพิบัติครั้งนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่กระทรวงการคลังพยายามให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหยุดนิ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ หลายคนถามว่าภัยครั้งนี้จะทำให้เราต้องสูญเสียเศรษฐกิจอะไรบ้าง ที่เห็นก็มีบ้าง แต่ยืนยันว่าจีดีพีจะยังอยู่ที่ ร้อยละ 4 โดยกระทรวงจะพยายามผ่อนปรน ดูแหล่งเงิน เพื่อที่ช่วยผู้ประกอบการ เช่นเรื่องภาษี มาตรการอื่นๆ ก็จะมีโครงการและมาตรการออกมาช่วยเหลือ ไม่น่าห่วง จีดีพีอาจจะต่ำกว่า 4 บ้างเล็กน้อย แต่ประมาณการณ์ 4 เท่าเดิมแต่ไม่ติดลบแน่ มีเพียงจะมากหรือน้อยเท่านั้น ที่ตั้งเป้าไว้คือ 4.5-4.8
ดังนั้นในเหตุการณ์นี้ อาจจะอยู่ประมาณ 4 แต่เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็อาจจะกลับไปไม่แพ้สิ่งที่ตั้งใจไว้ เพราะนโยบายรัฐพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ภาษี อุทกภัยอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาทำให้นโยบายรัฐเดินช้าไปบ้าง แต่คิดว่าไม่น่าประเมินโดยลักษณะที่รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานยังไม่ถึง 2 เดือน ทุกอย่างยังตั้งไข่อยู่ที่จะเดินไปข้างหน้า คิดว่าน่าจะได้ ตามที่ตั้งเป้าไว้ไม่มีอะไรติดขัด
เวลา 10.00 น.ของวันนี้ (14 ต.ค.) ที่ ศปภ. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง แถลงว่า จากภัยพิบัติครั้งนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่กระทรวงการคลังพยายามให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหยุดนิ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ หลายคนถามว่าภัยครั้งนี้จะทำให้เราต้องสูญเสียเศรษฐกิจอะไรบ้าง ที่เห็นก็มีบ้าง แต่ยืนยันว่าจีดีพีจะยังอยู่ที่ ร้อยละ 4 โดยกระทรวงจะพยายามผ่อนปรน ดูแหล่งเงิน เพื่อที่ช่วยผู้ประกอบการ เช่นเรื่องภาษี มาตรการอื่นๆ ก็จะมีโครงการและมาตรการออกมาช่วยเหลือ ไม่น่าห่วง จีดีพีอาจจะต่ำกว่า 4 บ้างเล็กน้อย แต่ประมาณการณ์ 4 เท่าเดิมแต่ไม่ติดลบแน่ มีเพียงจะมากหรือน้อยเท่านั้น ที่ตั้งเป้าไว้คือ 4.5-4.8
ดังนั้นในเหตุการณ์นี้ อาจจะอยู่ประมาณ 4 แต่เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็อาจจะกลับไปไม่แพ้สิ่งที่ตั้งใจไว้ เพราะนโยบายรัฐพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ภาษี อุทกภัยอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาทำให้นโยบายรัฐเดินช้าไปบ้าง แต่คิดว่าไม่น่าประเมินโดยลักษณะที่รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานยังไม่ถึง 2 เดือน ทุกอย่างยังตั้งไข่อยู่ที่จะเดินไปข้างหน้า คิดว่าน่าจะได้ ตามที่ตั้งเป้าไว้ไม่มีอะไรติดขัด
