17 ตุลาคม 2554

“สุรชาติ บำรุงสุข” มอง 3 ฉากจบพ.ร.บ.กลาโหม “รัฐบาลประชาธิปไตยต้องคุมกองทัพ”


prachachat.net......“ผมว่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ให้สร้างประเพณีเลยว่าตำแหน่งความมั่นคงระดับสูงเปลี่ยนตามที่คุณอยากได้ เพราะต้องทำงานกับรัฐบาล ใครจะเอาคนรัฐบาลเก่าไปนั่งทำงานความมั่นคงระดับสูงกับตัวเอง”


เป็นบทสนทนาของ“สุรชาติ บำรุงสุข” นักวิชาการด้านความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ “ประชาชาติธุรกิจ” บันทึกไว้เป็นหลักฐาน หลังเกิดเหตุ “งัดข้อ” กันขึ้นระหว่าง “กองทัพ” กับ พรรคเพื่อไทย โดยมี “พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม” หรือ “พ.ร.บ.กลาโหม” เป็นตัวประกัน


....ปัญหาการเผชิญหน้าระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “กองทัพ” เกิดขึ้นเมื่อบัญชีแต่งตั้ง – โยกย้าย นายทหารจำนวน 584 นาย ที่ปรากฏสู่สายตาธารณชน ปรากฏว่าไม่มีคนของฝ่ายการเมืองติดโผเลยแม้แต่เก้าอี้เดียว โดยเฉพาะตำแหน่งคุมกำลัง ไปจนถึง นายพล


ทำให้ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า “กองทัพ” ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.กลาโหม ผลักดันคนของตัวเองขึ้นสู่อำนาจชนิดยกแผง ขณะที่ฝ่ายการเมืองได้แต่มองการจัดโผกันเองระหว่าง 3 เหล่าทัพด้วยตาปริบๆ


เหตุเพราะเจตนารมณ์ของยกการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในยุค “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี อันถือว่าเป็น “ยุคทหารครองเมือง” ได้ดีไซน์กฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามา “ล้วงลูก - แทรกแซง” กองทัพ เหมือนที่เกิดขึ้นในยุค “ทักษิณ” เรืองอำนาจ


ส่งผลให้การจัดทำบัญชีแต่งตั้งนายทหารจะต้องผ่านบอร์ดคณะกรรมการกลาโหม ที่เวลานี้มีฝ่ายการเมืองร่วมบอร์ดเพียงเสียงเดียวจาก 5 เสียง คือ “พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา” รมว.กลาโหม นอกนั้น เป็นคนของเหล่าทัพทั้งสิ้น


“สุรชาติ” อธิบายรากเหง้า พ.ร.บ.กลาโหม ที่เขาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พ.ร.บ.บุญรอด – บุญสร้าง” ว่า ที่มาที่ไปของเรื่องมันเป็นเหตุการณ์ก่อนรัฐประหารหรือปลายรัฐบาลทักษิณ ฝ่ายทหารกังวลว่าถ้าเกิดการโยกย้ายขึ้นในอนาคต รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองจะลงไปล้วงลูกในกองทัพได้มาก สิ่งที่ฝ่ายทหารคิดคือพยายามจะสร้างกฎมาเป็นเกราะป้องกันการโยกย้ายข้า ราชการในกองทัพนั้น การเมืองไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้อำนาจในการโยกย้ายแต่งตั้งได้ ดังนั้น เมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้น กฎหมายนี้จึงถือกำเนิดเป็นตัวเป็นตนช่วงปลาย คมช. คือก่อนรัฐบาลเลือกตั้งจะมา จึงชัดเจนว่ากฎหมายนี้คือผลผลิตของการรัฐประหาร 2549


ไม่ว่ากองทัพจะพยายามออกแบบกฎหมายขึ้นมาป้องกันการล้วงลูกของฝ่ายการเมืองอย่างไร แต่ที่สุดแล้วการเมือง ก็ต้องลงมา “ล้วงลูก” ทุกยุค


“ผมว่าในอดีตการโยกย้ายทุกรัฐบาลก็มีส่วนในโผทหาร จะบอกว่ารัฐบาลไหนไม่มีส่วนถ้าพูดกันก็รู้อยู่แก่ใจทุกรัฐบาลมีส่วนและไม่มีรัฐบาลไหนทำมากกว่าหรือน้อยกว่ากันทุกรัฐบาลทำแล้วไม่มีประเทศไหนที่ฝ่ายการเมืองจะไม่เข้าไปจัดโผทหาร ต้องยอมรับกันก่อนเนื่องจากการเมืองของประเทศที่มีเสถียรภาพแล้วรัฐบาลคือคนกุมกองทัพ”


“ถ้าทุกอย่างตอบด้วยการเมืองหมดหรืออีกมุมหนึ่งไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาฝ่ายทหารก็บอกว่าทำเอง ตกลงสุดท้ายก็หนีไม่พ้นพวกใครพวกมัน แต่ถ้าเรายอมรับว่ารัฐบาลมีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งระดับสูงในหน่วยราชการ ถ้าคิดอย่างนี้สบายใจ ปัญหาสภาความมั่นคงไม่ใช่เรื่องแปลก”


สำหรับเหตุที่กองทัพตั้งการ์ดสูง ราวกับเป็น “รัฐอิสระ” ที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งไม่สามารเข้าไปแตะต้องได้นั้น "สุรชาติ” วิเคราะห์ปัญหานี้มีอยู่เพียงปัจจัยเดียวคือ กองทัพไม่คุ้นชินกับการเมืองแบบเปิดมากขึ้น และไม่คุ้นชินกับการเมืองแบบ “ปิด” ด้วย


เพราะในอดีตที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา16 จบลง การเมืองช่วงเวลานั้นเปิดกว้าง มีประชาธิปไตยในยุคที่มีผู้นำชื่อ “สัญญา ธรรมศักดิ์” จนถึง “ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กองทัพก็อยู่ไม่ได้ กระทั่งไปจบที่เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นในเย็นวันนั้น การเมืองกลับไปสู่โหมด “ปิด” อีกครั้ง


พอถึงปี 2520 ก็ต้องรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ เพราะผู้นำทหารบอกว่าถ้าขืนอยู่กับการเมือง “ปิด” สังคมไทยก็พัง แต่การเมืองมาเปิดรอบใหม่ในยุค “พล.อ.ชาติชาย ชุนหะวัณ” เป็นนายกฯ แล้วมา “ปิด” อีกตอนคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2534 จากนั้นพฤษภาคม 2535 ก็พัง


ดังนั้น การแก้ปัญหาในตัวโครงสร้างกองทัพคือการปรับตัวในยามที่การเมืองเป็นแบบเปิด “ถามว่าทหารปรับตัวไหมผมว่าปรับ แต่ปัญหาคือผู้นำทหารรุ่นปัจจุบันอาจจะไม่คุ้น เมื่อไม่คุ้นก็มีความฝันจะถอยไปอยู่กับการเมืองปิดแบบเก่า โอกาสที่จะถอยกองทัพที่ไปอยู่กับสภาพแวดล้อมการเมืองปิดแบบเก่าต้องถามจริงๆ ว่าทำได้นานเท่าไร ผมไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้นะ แต่จะทำได้นานเท่าไร”


แต่ประเด็นคือปัญหาที่ปลายเหตุ


ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านความมั่นคง เขาเห็นด้วยกับวิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการสร้างระบบ “ถ่วงดุล” ขึ้นมาสำหรับควบคุมการแต่งตั้ง – โยกย้ายไม่ให้เกิดการล้ำเส้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป “เห็นด้วยว่าในอนาคตจะต้องมีระบบถ่วงดุล ในระบบตะวันตกการแต่งตั้งทหารระดับสูงฝ่ายการเมืองแต่งตั้ง (เอามือทุบโต๊ะ) แต่ต้องเอารายชื่อเสนอสภา นี่คือมาตรฐานตะวันตก แต่ถ้าไม่ใช้คำว่าถ่วงดุลต้องมีกระบวนการตรวจสอบในการแต่งตั้ง”


แต่อุดมคติข้อนี้ก็ยังเกิดปัญหาตรงที่รัฐสภาไทยไม่คุ้นชินกับระบบทหาร “ถ้าตรวจสอบถ่วงดุลระบบรัฐสภาต้องมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร เมื่อคิดเช่นนี้กลไกตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบงานด้านการทหารของประเทศแต่สภาไทย ไม่เคยมีบทบาทด้านการทหารแล้วอีกมุมหนึ่งสภาไทยก็ไม่มีความรู้ด้านการทหาร คือยิ่งพูดก็เหมือนงูกินหาง”สุรชาติ ขยายความคิด


“นี่เป็นตัวอย่างต้องคิดว่าถ้าผู้นำทหารไม่ชอบระบบที่ฝ่ายการเมืองมีอำนาจมากๆ ฝ่ายการเมืองก็คงไม่ชอบระบบที่ทหารสร้างกำแพงไว้แล้วบอกว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่งไม่ได้ ผมว่าสุดโต่งพอกันในด้านหนึ่ง แต่มีปัญหาคือถ้าคิดว่าอนาคตสังคมไทยต้องสร้างระบบในการโยกย้ายแต่งตั้งที่มีระบบจริงๆ รองรับในการคัดนายทหารขึ้นสู่ตำแหน่งชั้นต่างๆ ตามความรู้ความสามารถ”


กับคำถามที่ว่าเมื่อฝ่ายการเมืองได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนถึง15 ล้านเสียง จำเป็นหรือไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องเกี๊ยะเซี๊ยะสมยอมกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็กลัวอำนาจของกันและกัน “สุรชาติ” กล่าวว่า “ต้องพร้อมที่จะคุย ต้องจับไปลุยน้ำท่วมให้มากกว่านี้ คือต้องคุย จับไปนั่งบนรถให้น้ำมันท่วมให้นั่งคุย อย่างน้อยการคุยให้รู้จักกัน ผมว่าผู้นำกองทัพไม่รู้จักนายกฯยิ่งลักษณ์ และนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้รู้จักกองทัพ ต้องคิดว่าไม่ว่าอย่างไร คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ อำนาจจะอยู่ที่คุณยิ่งลักษณ์”


“ผมว่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งให้สร้างประเพณีเลยว่าตำแหน่งความมั่นคงระดับสูงเปลี่ยนตามที่คุณอยากได้เพราะต้องทำงานกับรัฐบาลใครจะเอาคนรัฐบาลเก่าไปนั่งทำงานความมั่นคงระดับสูงกับตัวเอง เช่นเลขาธิการสมช.เปลี่ยนได้ ถ้ากองทัพบอกว่าไม่เอานโยบายของรัฐบาลก็จบ เช่น รัฐบาลบอกว่าอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านแต่กองทัพบอกว่าอยากรบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นตัวนโยบายของฝ่ายการเมืองคือคำตอบ ถ้าคุยกันได้นี่คือกลไกตะวันตกธรรมดา”


แล้วข้ออ้างของพรรคเพื่อไทยที่อ้างว่าต้องกำจัด พ.ร.บ.กลาโหม ทิ้งไปเพื่อสลายอำนาจกองทัพไม่ให้มีการยึดอำนาจในอนาคตนั้น “สุรชาติ” แย้งว่า “กฎหมายชิ้นนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการยึดอำนาจ การยึดอำนาจ ยกเว้นข้อเสนอคณะนิติราษฎร์เท่านั้น”


เขาทำนายปัญหา พ.ร.บ.กลาโหม ในฉากสุดท้ายจะมีจุดจบอย่างไรว่า แนวทางแรก รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทั้งหมดคร่อมไป ดังนั้นพ.ร.บ.กลาโหมหมดสภาพไป 2.ถ้าเกิดส.ส.เพื่อไทยหรือส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้สภายุบกฎหมายนี้ก็เป็นไปได้ 3.สมมติรู้ว่าคนเสื้อแดงไม่เอาพ.ร.บ.ตัวนี้ แล้วเข้าชื่อเสนอผ่านสภาให้ยุบ ดังนั้นมันเกิดขึ้นได้หมด ตามสถานการณ์ตอบได้อย่างเดียว โอกาสในการคงพ.ร.บ.กลาโหมนี้อยู่โดยไม่เปลี่ยนเลยผมว่ายาก เป็นแต่เพียงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด จะเปลี่ยนรูปแบบ ยกเว้นแต่น้ำท่วมแล้วไม่ต้องทำอะไรกัน (ยิ้ม) ดังนั้น ถ้า 3 สถานการณ์นี้ยังไม่เกิดก็ไปว่ากันในการโยกย้ายปี 2555 เปลี่ยนไม่เปลี่ยนไม่รู้แต่ยังไงก็ต้องถก หนีไม่พ้น


นี่คือความคิด - ความอ่าน - ข้อเสนอของ “สุรชาติ บำรุงสุข” ในยามที่กองทัพ และ ฝ่ายการเมืองต้องประจันหน้าเข้าหากันอีกครั้ง และเวลานี้ยังไม่มีคำตอบว่าที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยจะจัดการอย่างไรกับ พ.ร.บ.กลาโหม ฉบับนี้


--สัมภาษณ์โดย ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ ผู้สื่อข่าวการเมือง นสพ.ประชาชาติธุรกิจ