22 ธันวาคม 2553

ประชาไทแถลง ศอฉ. ปิดเว็บ เสียหาย 5 ล้าน กระทบเสรีภาพสื่อและประชาชน

ที่สำนักงานประชาไท น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท (prachatai.com) และนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท ร่วมกันแถลงข่าวความเสียหาย 258 วันของการพยายามปิดกั้นข่าวสารของเว็บประชาไท

จีรนุช กล่าวว่า ประชาไทถูกปิดกั้นโดยคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในวันที่ 8 เม.ย.หรือหลังรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 วัน หากไม่นับว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน มองในแง่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับเว็บจะพบว่าจนถึงวันยก เลิกพ.ร.ก.มีความเสียหายเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คำนวณตามการฟ้องร้องค่าเสียหาย (วันละ 20,000 บาท) ซึ่งประชาได้ยื่นฟ้องรัฐบาลและศอฉ.ไปแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้องระบุว่าเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์อำนาจของนายกฯ และรองนายกฯ ตามพ.ร.ก. ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังเสียหายต่อชื่อเสียงและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในส่วนของ SMS ข่าวและการเปิดรับโฆษณาซึ่งทางเว็บเพิ่งเริ่มต้นโมเดลธุรกิจเหล่านี้เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเองให้ยั่งยืน

จี รนุช ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ที่ผ่านมา ศอฉ.มีคำสั่งปิดกั้นเว็บต่างๆ ในลักษณะตามอำเภอใจ จากงานวิจัยของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw.or.th) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสต์ศึกษาพบว่า ศอฉ.มีคำสั่งถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เพื่อปิดเว็บไซต์จำนวนหลายหมื่น URLs ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นการปิดกั้นเนื้อหาที่นำเสนอรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง การสลายการชุมนุม ซึ่งถือเป็น “การปิดหูปิดตาประชาชน” และยังรวมไปถึงบางเว็บที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยอย่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว อยากฝากถึงทั้งรัฐบาลและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตว่าควรยุติการปิดกั้นเว็บ ทั้งหมดตามคำสั่ง ศอฉ.โดยทันที เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกกฎหมายใดรองรับ

ผู้ อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ยังกล่าวถึงข้อกังวลว่าแม้จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่สื่อสารมวลชนและสังคมจะต้องตระหนักและร่วมกันเฝ้าตรวจสอบการแปลงโฉมจาก ศอฉ. มาเป็นศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ (ศอส.) โดยอาศัยการบังคับใช้ พ...ความ มั่นคงฯ แสดงว่าอำนาจพิเศษตามกฎหมายซึ่งมีลักษณะพิเศษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและ ความมั่นคงของพลเมืองยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตอำนาจของ พ...ความมั่นคงฯไม่ได้อำนาจในการปิดกั้นสื่อ

ชู วัส กล่าวว่า คำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ไม่เพียงแต่ทำความเสียหายให้ประชาไท แต่ยังลิดรอนเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งยังทำลายพัฒนาการของสื่อสารมวลชนไทยด้วย การแถลงข่าวในวันนี้ประชาไทเป็นแค่หนูลองยาที่ออกมาพูด อยากให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่โดนปิดกั้น ได้รับผลกระทบจากจากการสั่งปิดออกมา อย่างน้อยก็ทำให้สังคมรู้ว่าเสรีภาพที่เขาพรากไป 8 เดือนมันมีค่ามหาศาลขนาดไหน

บก.บห.เว็บไซต์ ประชาไทกล่าวว่า รัฐไทยควรสรุปบทเรียนได้แล้วว่า ประการแรก พรก.ฉุกเฉิน นอกจากทำความเสียหายแล้ว ไม่สามารถปิดกั้นสื่อได้เลย สื่อหลักคุณก็ไม่กล้าปิด สื่อใหม่ๆ ก็ปิดไม่ได้ โดยเทคโนโลยีมันไม่ยอมให้คุณปิด ประการที่สอง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการปิดกั้นของศอฉ. ทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยขยายตัว เนื่องจากข่าวสารจำนวนมากถูกซุกอยู่ใต้ดิน แม้ในแวดวงนักวิชาการเองน้อยคนที่จะสืบค้นข้อมูลอย่างจริงจังเพื่อการอ้าง อิง ถกเถียงกันทางวิชาการ ความจริงอีกด้านของคนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ถูกนำมาพูดคุย เมื่อคนไม่ได้พูดมันก็สะสมเป็นความกดทับภายใน รอวันระเบิด

“ความ ขัดแย้งรุนแรงขึ้น และมีนัยยะสำคัญมาจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยตรง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นปัญหาของความมั่นคงและความสงบสุขของรัฐ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” ชูวัสกล่าว

ทั้งนี้ ผอ.ประชาไทระบุว่า เว็บประชาไทเผชิญ กับการปิดกั้นโดยต่อเนื่อง ในการปิดกั้นทุกช่องทางทางเว็บข่าว เว็บบอร์ด ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ยูทิวป์ สำหรับเว็บไซต์ข่าวเปลี่ยนชื่อเวบไปทั้งหมด 8 ครั้ง เว็บบอร์ดเปลี่ยนชื่อ 3 ครั้ง ก่อนที่ประชาไทจะตัดสินใจปิดเวบบอร์ดไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ความพยายามปิดกั้นกระทำทั้งโดยการปิดกั้นชื่อเวบ, การปิดกั้น IP, การ ปิดกั้นที่เซิร์ฟเวอร์ เป็นเหตุให้ประชาไทต้องย้ายไปใช้บริการเซิร์ฟเวอร์ การจดทะเบียนชื่อเว็บและอื่นๆเกือบทั้งหมดในต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันในการที่เว็บจะสามารถเข้าถึงได้ สำหรับยอดผู้เข้าชมนั้น หลังจากถูกปิดกั้นทำให้จำนวนผู้เข้าชมลดลงถึง 2 ใน 3 จากสถานการณ์ปกติ

Ref: www.prachatai.com

"ดร.สมภพ" วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงปีเถาะ "ไม่ควรนำประเทศไปติดกับดักประชา(ภิวัฒน์)นิยม"



ศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIT วิเคราะห์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปี 2554 ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ อย่างรอบด้าน อยากรู้ว่า ปัจจัยเสี่ยง มีอะไรบ้าง ต้องอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้



@ ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก มีเรื่องใดต้องระวังเป็นพิเศษ



ในปี พ.ศ.2553 นั้น เศรษฐกิจโตขึ้นมาจากฐานที่ต่ำมากกว่าปีพ.ศ.2552 ซึ่งปีพ.ศ.2552 ลดลง 2 % กว่า เพราะฉะนั้นปีพ.ศ.2553 โตขึ้นมา 7 %กว่า เลขสุทธิที่ได้มาทั้งหมดก็ 5 % ซึ่งเป็นอัตราปกติที่ไทยต้องโตขึ้นมา แต่พอมาถึงปีพงศ.2554 เลขอัตรามันก็จะโตขึ้นมาอีก สุทธิ 5 % แล้วก็จะโตต่อไป มันก็จะยากลำบากขึ้นคือต้องอาศัยฝีมือไม่ใช่อาศัยการปรับฐานทางเศรษฐกิจ แล้วปีหน้านี้หากเราวิเคราะห์กันไปอีกคงต้องแยกแยะเป็น 2 ระดับคือ เศรษฐกิจภายนอกประเทศกับเศรษฐกิจภายในประเทศถึงจะเห็นภาพชัดขึ้น


ผมคิดว่าเศรษฐกิจภายนอกประเทศคงจะปั่นป่วนมากกว่าปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอเมริกายังไม่มีการปั้มให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นได้ การว่างงานมีอยู่ 98 % แบบที่เป็นอยู่ขณะนี้ ถ้าการว่างงานยังคงมีมากขึ้นนี้ QE ก๊อก 3 ก็คงออกมา ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะออกมา เพราะผมดูแล้วก๊อก 2 นี้อาจจะปั้มไม่ดี ตอนนี้หุ้นมันขึ้นจริงแต่ราคาบ้านเริ่มหยุดไหลลง แต่ว่าขณะเดียวกันมันไม่มีตัวแปรที่จะเพิ่มไปสู่การจ้างงาน ถ้าการจ้างงานไม่ขยายตัวก็จะทำให้การบริโภคในอเมริกาไม่มีการกระเตื้องตัว ซึ่งขณะนี้การบริโภคการกระเตื้องตัวมันสร้างปัญหาให้แก่อเมริกามาก เพราะว่าการบริโภคภายในประเทศมีสัดส่วน 76 % ของจีดีพี



ฉะนั้นก็ต้องหาทางให้การจ้างงานลดลงให้ได้ ทางหนึ่งก็คืออัดเงินออกมาเพื่อ 1.พยุงสถานะของเศรษฐกิจอเมริกาที่เป็นอยู่ขณะนี้ให้มันขยายตัวมากกว่านี้ ให้มันมีผลในเชิงลูกโซ่ ให้มันมีหุ้นขึ้น ราคาบ้านก็เริ่มขยายตัวเพราะเงินมันเยอะ จากนั้นจะได้สร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้น นั่นคือประการแรก 2.ปั้มเงินออกมามากๆ จะทำให้ดอลล่าร์อ่อนซึ่งเป็นการไม่ควรอยู่แล้ว อเมริกากลัวเงินฝืดมากกว่า ขณะนี้มันทำท่าจะมีเงินฝืดในอเมริกา เพราะว่า CPI (Consumer Price Index) หรือว่าดัชนีราคาผู้บริโภคมันแค่ไม่เกิน 1 % หลังจากนั้นก็จะต้องอัดออกมาอีก พูดง่ายว่าคุณจะเก็บก็เก็บไปฉันจะอัดออกมา พออัดออกมา ก็แน่นอน เงินเหล่านี้มันก็ต้องไหลออกนอกประเทศ หลังจากนั้นปีหน้าผมว่าเอเชียจะปั่นป่วนมาก เพราะเงินไหลเข้ามา


@ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมกับเศรษฐกิจไทยคืออะไร

เงินบาทมีการแข็งค่ามาก เมื่อแข็งค่ามากมันก็จะมีทีท่าของการเกิดกรณีฟองสบู่มากขึ้น หุ้นจะขึ้น ราคาสินทรัพย์ประกันเงินก็จะขยายตัวจะเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อขยายตัว ฉะนั้นแบงค์ชาติก็อาจจะเพิ่มดอกเบี้ยขึ้น อย่างน้อย 3 - 4 ครั้งในปีหน้า แต่ดอกเบี้ยนโยบาย 2 % RP 2 % ในขณะนี้ก็อาจจะขึ้นไปเป็นอย่างน้อย 3 % ซึ่งก็หมายถึงดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากก็จะถูกปรับขึ้น ซึ่งพอมันปรับเพิ่มขึ้นราคาค่าแรงก็จะถูกปรับขึ้น มีแต่ราคาน้ำมันถึงแม้มันจะไม่เพิ่มมากมายแต่ก็คงอุดไม่อยู่ถ้ามันขึ้นจริง ๆ เพราะผมเชื่อว่าในปีหน้าเงินที่มันลดลงและจะเข้าไปในสินค้าจำพวกพื้นฐาน เช่น น้ำมัน ถ้ามันดันราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 100 เหรียญ อุดอย่างไรก็คงไม่อยู่ เพราะว่าตอนนี้ก็ตั้งเป้าเอาไว้อุด 3 เดือน ถ้ามันเกิน 100 เหรียญมันจะกลายเป็นด้านลบจะตามมาทันที ซึ่งจะทำให้เห็นว่าเงินเฟ้อขยายตัวค่อนข้างมาก


ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น เพราะในเมืองไทยอาจจะน้อยกว่า ซึ่งในจีนจะขยายตัวมากกว่านี้ ในอินเดียมีมากกว่าทั่วทั้งเอเชีย หลายๆประเทศมีมากกว่านี้ด้วย ซึ่งหมายถึงทุกประเทศจะต้องปรับปรับดอกเบี้ยขึ้นหมด เมื่อปรับดอกเบี้ยขึ้นแน่นอนว่าประเทศอื่นก็ต้องตกกระไดพลอยโจนและต้องปรับ ดอกเบี้ยขึ้นตาม ก็เพื่อลดความสมดุลย์ระหว่างประเทศ ฉะนั้นต้นทุนดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น อะไรต่างๆ เพิ่มขึ้น มันก็จะต้องดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสุดท้ายมันก็จะเกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็ถูกปรับขึ้นอีก แล้วมันจะเกิดสภาวะใยแมงมุม ของการขยายตัวอัตราเงินเฟ้อ


@ ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ จะแตกไหม

ฟองสบู่ยังคงไม่น่าจะแตกง่าย ๆ ประการแรก ฟองสบู่ในไทยยังไม่ได้ขึ้นมา แล้วประการที่สองก็คือว่า สถานะของแบงค์ชาติและพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนายังไม่มีปัญหามาก ขณะที่ราคาบ้านในไทยเมื่อเทียบกับในจีน เกาหลี สิงค์โปร์ ฮ่องกง ของเรายังขึ้นน้อยกว่าหลายเท่า


@ แนวโน้มปี 54 การบริหารคงไม่ง่ายนัก น่าจะมีความเสี่ยงไม่ใช่น้อย

ในปีพ.ศ.2554 มีปัจจัยที่เสี่ยงและไม่เสี่ยงเพิ่มขึ้น มีปัจจัยในด้านดีคือเงินที่อัดออกมาจากที่ประชาภิวัฒน์ ทำให้อำนาจซื้อเพิ่มสูงขึ้น เมื่ออำนาจซื้อเพิ่มสูงขึ้นสินค้าทางการเกษตรจะขายดีขึ้น และราคาสินค้าเกษตรปีหน้าจะดีมาก สภาพพอากาศแปรปรวน ต่างประเทศมีหิมะตก ซึ่งตกหนักในเดือนพฤศจิกายน ทำให้การเกษตรเสียหายมาก ในจีนก็เหมือนกัน ตอนนี้ที่หางโจวหิมะเป็นฟุตๆ ซึ่งปกติมันไม่เคยตกแบบนั้น


ฉะนั้นความแปรปรวนของปัญหาเรื่องน้ำท่วมในไทยจะทำให้ซัพพลายสินค้า ทางการเกษตรลดลง พอมันลดลงทำให้สินค้าทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเยอะ ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นประโยชน์ของเกษตรกร อำนาจซื้อของคนเมืองไทยอย่างน้อยก็ 50 % ก็จะเพิ่มขึ้น ฉะนั้นอำนาจซื้อเกษตรเพิ่มขึ้น ค่าแรงถูกปรับขึ้น เงินเดือนให้มีการถูกปรับขึ้น เงินเดือนนักการเมืองถูกปรับขึ้น ซึ่งเงินเดือนของลูกจ้างทั่วไปก็ถูกปรับขึ้นอย่างมากมาย ได้โบนัสกันมาก อสังหาริมทรัพย์ได้ 7 - 8 เดือน มันก็มีอำนาจซื้อเพิ่มมากขึ้น ตัวแปล C (การบริโภคภายในประเทศ) มีการวิ่งจาก 54 % คงจะวิ่งไปถึง 60 % เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หลังจากนั้นตัวแปรตัวนี้คงจะช่วยให้รัฐบาลผ่อนคลายในแง่ของแนวโน้มทางจีดีพี ได้ในระดับหนึ่งเพราะตัว C น้ำหนักมันมาก



ปัญหาที่กล่าวคือ เศรษฐกิจจะปั่นป่วนสูงในปีหน้านี้ โดยต้องอาศัยรัฐบาลที่มือถึง รัฐบาลที่มือถึงในที่นี้หมายถึงรัฐบาลที่มีความคล่องตัวในการบริหารเศรษฐกิจ มหาภาค ไม่ว่านโยบายการเงินและการคลัง แต่ถ้าหากนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคถูกเอาไปรับใช้นโยบายประชานิยมมาก จะมีความยืดหยุ่นและความคล่องตัวต่ำลงมาก และถ้าเกิดต่ำลงมากก็จะไม่สามารถใช้นโยบายเศรษฐกิจมหาภาคได้ โดยหลัก คือ นโยบายการเงินและการคลัง บริหารการจัดการความปั่นป่วนมาพร้อมกับความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก

@ สิ่งเลวร้ายที่สุด คืออะไร

ถ้าเกิดว่าปัจจัยภายนอกมันเลวร้ายและรุนแรงมาก อาจจะเกิดวิกฤตที่ใดที่หนึ่งของโลกแล้วก็จะลากไปทั้งหมด ประเทศไหนก็ตามที่มีภูมิคุ้มกันในประเทศต่ำ ก็จะโดดลงมาเป็นพิเศษ ตรงนี้จะเป็นตัวที่แสดงให้เห็นหากคุณมองโลกในแง่ดีอย่างเดียว เช่น เราเก็บภาษีได้เกินเป้าในช่วงสั้นแล้วก็มองโลกในแง่ดีว่าอีก 5 ปี เราต้องสมดุลงบประมาณหรือเกินดุลงบประมาณเรามองอย่างนั้นไม่ได้

@ อาจารย์เตือนว่า อย่าประมาทในปีหน้า เพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่เราคาดไม่ถึง

ในปีหน้าประเทศไทยจะมีปัจจัยเสี่ยงสูงมากและไม่ควรนำประเทศไปสู่การติด กับประชานิยม เพราะยิ่งไปติดกับประชานิยมมากเท่าไหร่ ประชานิยมนโยบายบางเรื่องดูว่าเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นตัวแปรทางการเมือง ทำประชานิยมเมื่อไหร่ ไม่มีทางเลิกได้ทุกเรื่อง มีแต่จะขยายมากขึ้น หากปรับตัวเข้าสู่นโยบายนี้มากขึ้น ก็หมายถึงคุณจะต้องมีภาระทำในนโยบายนี้ รัฐบาลชุดไหนที่ต้องการประชานิยมก็จะกลายเป็นตัวแปรตามไม่ใช่ตัวแปรอิสระ ก็คือตกกะไดพลอยโจนด้านนโยบายประชาภิวัฒน์ ฉะนั้นเมื่อมีอย่างนี้เกิดขึ้นระยะยาวก็น่าเป็นห่วง ประชาชนจะเสพติดประชานิยม ประชานิยมนำไปสู่การบิดเบือนที่ทำให้ขีดความสามารถต่างๆ ในประเทศลดลง ใคร ๆ ก็ชอบรับกันแจกรับกันแถม อย่าลืมของที่แจกแถมมันมีที่มา มีต้นทุน มีผู้แบกรับภาระ



@คุณกรณ์และคุณอภิสิทธิ์ยืนยันว่ามีความสามารถในการที่จะหาเงินมาสนับสนุนประชาภิวัฒน์

ใครจะประกันได้หากเหตุการณ์เกิดขึ้นปีต่อปี เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดมาจากนอกประเทศเข้ามาหนักๆ เราต้องใช้เงินจำนวนมาก ทุนจากต่างประเทศหดลงอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเอาเงินมาลงทุน มาซื้อหุ้นในเมืองไทย เอาดอลล่าร์มาไล่ซื้อเงินบาท ส่วนหนึ่งที่ต้องใช้ประชาภิวัฒน์คือส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือ เปล่า คนคิดว่านโยบายเกิดการรับใช้เป้าหมายทางการเมือง อย่างไรก็ตามประชาภิวัฒน์คงต้องดูอย่างเลือกสรร บางเรื่องก็ควรเลือกที่มีประโยชน์ต่อคนด้อยโอกาส เราคงต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป อย่างเช่น เรื่องของราคาน้ำมันจะไม่เอามาพูดในช่วงนี้ หลายๆ เรื่องเราไม่จำเป็น ไปปูพรมมากขนาดนั้น หรืออย่างเช่น การเอาเงินมาขึ้นเงินเดือนหลายภาคส่วน ซึ่งเป้าหมายจริง ๆ แล้วคือ เขาจำเป็นไหมที่จะต้องมีการปกครองที่ผ่านการเลือกตั้ง ต้องต่อสู้ขนาดไหน ลงทุนขนาดไหนให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง ฉะนั้นแล้วตนคิดว่าการถลำตัวเข้าสู่ประชาภิวัฒน์สร้างขึ้นมาก็ก่อให้เกิดปัญหาแน่นอน

มติชนออนไลน์

21 ธันวาคม 2553

การเมืองสยามประเทศไทย : หลังอภิสิทธิ์ 1 เมื่อ"ประชาธิปัตย์"เปรียบ"พยัคฆ์ติดปีก”



เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553 ณ ห้องประชุม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัชญี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “การเมืองสยามประเทศไทย : หลังอภิสิทธิ์ 1”ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี. 2540 และอดีต ส.ว.ตาก นางศรีประภา เพชรมีศรี ผอ.โครงการสิทธิมนุษยชนศึกษาฯ มหิดล และนางลักขณา ปันวิชัย นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์ชาวไทย ในนามปากกา คำ ผกา ร่วมงานเสวนาด้วย


นายพนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า ในเดือนเมษายนที่มีการประกาศจะยุบสภา จากการวิเคราะห์คาดเดา จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งมีแนวโน้นเกือบ 80 % ถึงแม้ประชาธิปัตย์เคยเกือบโดนยุบพรรค 2 ครั้ง แต่ก็รอดมาได้ ซึ่งผลก็เป็นไปตามที่คาดการไว้แล้ว แม้จะยังสับสนกับคำตัดสินก็ตาม ตอนนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จึงเปรียบได้ดัง “พยัคฆ์ติดปีก” มีความเชื่อมั่น เพราะหลังจากสองคดีนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เหมือนก้าวข้ามพ้นหุบเหว ส่วนนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งใครแล้ว สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังมีหอกข้างแคร่ คือ พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุด สามารถบุกไปเอาชนะใน จ. สุรินทร์ได้





ฉะนั้นพรรคเพื่อไทย ถ้าจะใช้บุญเก่าของทักษิณหาเสียงคงใช้ไม่ได้แล้ว เสนาธิการพรรคประชาธิปัตย์คำนวณแผนการเลือกตั้งทั่วไปไว้แล้ว ครั้งที่ผ่านมาก็ได้เสียงในขอนแก่นไปค่อนข้างมาก จากในข่าวแม้ยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องการปรับ ค.ร.ม. เพื่อจะเอาพรรคเพื่อแผ่นดินเข้ามาเพื่อสู้กับพรรคภูมิใจไทยในเขตภาคอีสาน โอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งก็มี และอาจได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และหากมีปัญหาเป็นชนวนที่ปลดไม่หมด อย่างปัญหาเขาพระวิหาร ซึ่งจะเป็นปัญหาหากไม่รีบแก้ไข ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม





“การเลือกเดือนเมษายนในการยุบสภา ทำเพื่อเป็นการแย่งพื้นที่ข่าว เพราะประมาณ 2 เดือนหลังจากนี้จะมีการประชุมเรื่องมรดกโลกที่ประเทศตะวันออกกลาง ในช่วงนั้นจะมีการเลือกตั้ง ข่าวส่วนใหญ่จะเป็นข่าวการเมืองในประเทศ ข่าวมรดกโลกอาจถูกลดความสำคัญลงไปก็ได้”







นางศรีประภา เพชรมีศรี กล่าวว่า ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศไทย และรัฐธรรมนูญก็เป็นกฏหมายที่โดนลบล้างได้ง่ายที่สุดในขณะที่กฏหมายอย่าง อื่นแก้ไขยากมาก อย่าง กฏหมายอาญา ซึ่งใช้กัน 100 ปี แก้ไขได้ยากจริงๆ ในปี 2552 เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินการคิดค่าเสียหายจากชาวบ้าน ข้อหาทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน เป็นคดีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งความดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ชาวบ้านตรัง พัทลุง และกระบี่จะมีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ร่วมด้วยชาวบ้านในหลายพื้นที่ในทุกภาคของประเทศไทย โดนฟ้องร้อง เช่น การบุกพื้นที่ป่า



ข้อสังเกตคือ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มีนักธุรกิจใหญ่เปิดโรงแรม รีสอร์ท แต่ก็ไม่โดนข้อหาโลกร้อนแต่อย่างใด มีการคำนวณค่าเสียหายจากการก่อภาวะโลกร้อน ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกๆในโลกที่ทำเช่นนี้ ตัวอย่างเช่น ค่าเสียหายที่ทำให้น้ำออกจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์คิดเป็น มูลค่า 52,800 บาท/ไร่/ปี ค่าเสียหายทำให้ฝนตกน้อยลงคิดเป็นมูลค่า 5,400 บาท/ปี ค่าเสียของการสูญหายของธาตุอาหารคิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาท/ไร่/ปี เป็นต้น





ล่าสุดศาลแพ่งพิพากษาให้ชาวบ้านตรัง พัทลุง และกระบี่ จำนวน 15 ราย จ่ายค่าเสียหายให้รัฐโดยมีศาลตัดสินแล้ว 7 ราย เรียกค่าเสียหายโดยทั้งหมด 20.306 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาคดีอีก 4 ราย และมีการดำเนินคดีซ้ำอีก 2 รายที่เคยตัดสินไปแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นแบบจำลองจากกิจกรรมทั้งหลายที่ทำให้เกิดโลกร้อน ไม่มีทฤษฎีใดเป็นที่ยอมรับ และยังเป็นครั้งแรกในโลกที่เกิดขึ้น การฟ้องร้องค่าเสียหายในลักษณะนี้อาจทำให้ประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องรับผิดชอบก่อปัญหาโลกร้อน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ในเวลาที่เราพูดถึงอำนาจ ไม่ว่าในแง่ใด รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้ง มีอำนาจมากมาย จนไม่ต้องฟังเสียงใคร แล้วมันจะต่างกันอย่างไร





“อยากเห็นทุกสถาบันเป็นประชาธิปไตย หมายถึง ทุกสถาบันสามารถตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ไม่ให้อยู่ในอำนาจด้วย สุดท้ายที่สำคัญที่สุดอยากเห็นการจัดโครงสร้างทางอำนาจใหม่ ในสังคมไทย เราพูดถึงการกระจายอำนาจ ซึ่งการกระจายอำนาจแบบไทยเป็นการกระจายภาระหน้าที่ไปสู่ท้องถิ่น โดยไม่ได้พูดถึงการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน ทุกวันนี้มีการกระจุกมากเหลือเกิน ทั้งอำนาจ ทรัพยากร ทั้งที่เราก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยไม่น้อย”


คำ ผกา คอลัมนิสตชื่อดังกล่าว ว่า หลังยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง เราก็จะมีรัฐบาลแบบนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เหมือนเดิม เพราะการต่อสู้ในเมืองไทยตอนนี้เป็นการต่อสู้ของ 2 กลุ่มใหญ่ๆ ระหว่างกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และกลุ่มที่ไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และในการต่อสู้ระยะสั้น เข้าใจว่า อีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี กลุ่มที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยังคงชนะอยู่ และสิ่งแรกที่พวกเขาจะทำ คือ การกำจัด กลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง กลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย





“แนวโน้มเศรษฐกิจการเมืองไทย สังคมวัฒนธรรมไทย มองเห็นแต่ความสงบเรียบร้อย เห็นความหวังที่เรืองรอง ในด้านเศรษฐกิจ ที่มีกลุ่มไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุ้มชู จะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบไทย โดยโน้มนำให้คนไทยเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมือนประเทศที่ พัฒนาแล้ว อย่าง อังกฤษ อเมริกา ทั้งหลาย คนไทยไม่ควรอิจฉา ตื่นตูมว่าเราจะมี 3G รึเปล่า เขมรจะสร้างสนามบินหรือไม่ คุณภาพการศึกษาของเวียดนามจะดีกว่าไทยหรือไม่ เพราะฉะนั้นเป็นการพัฒนาที่เห็นผิดเป็นชอบ เป็นลัทธิบูชาเงิน บูชาวัตถุ ละทิ้งแกนแห่งจิตวิญญาณ"





" เราต้องให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวมประชาชาติมากกว่าGDP เมื่อคนไทยเชื่อเช่นนี้เราก็จะพัฒนา และเจริญก้าวหน้าในแบบของเราซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนใครในโลก เราก็จะสามารถทนอยู่อย่างอดๆอยากได้ เพราะว่าเราอิ่มใจ อิ่มอยู่ข้างใน หรือหากบริการทางอินเตอร์เน็ตของเราช้า หรือล้มบ่อยๆ ก็ให้เข้าใจว่ารัฐได้เปิดโอกาสให้เรา ละความสนใจจากจอคอมพิวเตอร์ชั่วครู่ เพื่อให้เราใช้เวลากับสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น แทนที่เราจะหมกหมุ่นอยู่กับอินเตอร์เน็ต อ่านวิกิลีกส์อะไรแบบนี้ เราก็จะหยอกล้อพ่อแม่ลูก ความรักในครอบครัวก็จะเกิดขึ้น เราจึงต้องขอบคุณรัฐบาลที่ไม่ยอมพัฒนาคุณภาพสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้ดีไปกว่า นี้” คำ ผกา กล่าว

( เรื่องและภาพโดย วิศาสตร์ สวัสดิ์ภักดี)
มติชนออนไลน์

20 ธันวาคม 2553

"มาร์ค"ผิดหวังลงทุนการศึกษาไร้ผล



คมชัดลึก :"มา ร์ค" ผิดหวังลงทุนการศึกษาไร้ประสิทธิภาพ ติงผลประเมินสมศ.ถูกนำมาใช้น้อยเกินไป ระบุ 10 ปีที่ผ่านมาตัวชี้วัดพบ ด้านคณิต-วิทย์ แย่ลงมาก ชี้ ร.ร.มาตรฐานสากลกระจุกอยู่แค่ร.ร.สาธิต

(20ธ.ค.) เวลา 08.30 น.ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "คุณภาพการศึกษากับวิถีชีวิตคุณภาพ” ในการประชุมวิชาการ 10 ปี สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ทิศทางการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 3 ว่า 10 ปีที่ผ่านมาถือว่า สมศ.สามารถก้าวข้ามปัญหา และประสบความสำเร็จในการประเมินคุณภาพการศึกษาได้ถึง 2 รอบและแม้ว่าการปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหลายด้าน แต่มีหลายเรื่องที่เป็นปัญหา และความท้าทายใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะคุณภาพการเรียนรู้ของเยาวชนถือเป็นเป้าหมายสำคัญ และจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งทิศทางการประเมินคุณภาพรอบที่ 3 นั้น จะมีการลดภาระการประเมินโดยไม่มีตัวชี้วัดจากหน่วยงานราชการ แต่จะใช้ตัวชี้วัดจากรัฐบาลเพียงชุดเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับระบบการประเมิน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการนำผลการประเมินของ สมศ.มาใช้ประโยชน์น้อยเกินไปจึงอยากให้นำไปใช้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

“ตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาอยู่ที่บุคลากรคือครู ไม่ใช่ที่วัตถุหรืองบประมาณ ต้องยอมรับว่าการลงทุนที่ผ่านมาในด้านการศึกษาไม่ ค่อยมีประสิทธิภาพ การชี้วัด 10 ปีที่ผ่านมา ในด้านวิชาการวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตกลงไปมาก จะได้มาตรฐานสากลอยู่ในกลุ่มโรงเรียนสาธิต สวนทางกับทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปให้กับการศึกษา ซึ่งอย่ามองแต่เรื่องของงบประมาณเพราะประเทศอื่นๆ หลายประเทศก็ได้รับการอนุมัติน้อยกว่าด้วยซ้ำ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

Ref: komchadluek.net


Related article:

ฉะไม่เลี้ยงประชาวิวัฒน์ แค่หาเสียง-สร้างกระแส แต่ไม่แก้ปัญหาระยะยาว ชงให้รื้อ'โครงสร้างภาษี'

ยำใหญ่ "ประชาวิวัฒน์" ของรัฐบาลปชป. แค่ "หาเสียง-สร้างกระแสการเมือง" มากกว่าจะแก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว "กก.ปฏิรูปชุดอานันท์" แนะให้จัดลำดับก่อน-หลังในการแก้ปัญหา ต้องติดอาวุธทางความคิดให้ "คนตัวเล็ก" ฉะ "แจกอย่างเดียว" ทำให้คนไม่เข้าใจว่าต้องมีภาระ ชี้ชนชั้นกลางที่เป็น "มนุษย์เงินเดือน" คือคนเลี้ยงคนกว่า 60 ล้านคน

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูป ในชุดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน วิเคราะห์ถึงโครงการ "ประชาวิวัฒน์" ของรัฐบาล ที่ออกมาว่า นโยบายดังกล่าวไม่ต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายและหลักการดี แต่วิธีการต้องทบทวน เพราะเป็นการทำในเรื่องที่จะให้ได้คะแนนเสียง มากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างในระยะยาว เช่น การแก้ปัญหา พ่อค้าแม่ค้า รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นนโยบายที่ออกมา เพื่อสร้างกระแสทางการเมืองมากเกินไป

"คำถามคือเมื่อออกมาตรการมา แล้ว เงินที่จะนำมาใช้ก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ต้องตรงเป้าหมาย ประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด ที่สำคัญคือ จะต้องดูความจำเป็นก่อนและหลังด้วย อย่างปัจจุบันมีลูกจ้าง คนในภาคเกษตร จำนวนมากที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน ต้องเร่รับจ้างไปเรื่อย ไม่มีทั้งประกันสังคม และนายจ้างที่แท้จริงก็ไม่มี ทำไมรัฐบาลไม่เข้าไปดูแลตรงนี้ก่อน"นายณรงค์กล่าวและว่า การประชุมในคณะกรรมการปฏิรูปช่วงที่ผ่านมา มีความเห็นตรงกันว่า จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเสริมพลังให้ "คนตัวเล็ก" มีอำนาจต่อรอง โดยต้อง "ติดอาวุธทางความคิด" ให้กับคนกลุ่มนี้ แต่นโยบายของทุกรัฐบาลที่ทำออกมา กลับเป็นไปในลักษณะหวังผลทางการเมืองในทางหาเสียงมากเกินไป ไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืน ถ้าเป็นแบบนี้จะเอาเงินจากไหนมาใช้ เพราะภาษีรัฐบาลเองก็ไม่กล้าปฏิรูป

ฉะ "แจกอย่างเดียว" คนไม่เข้าใจว่าต้องมีภาระ

นาย ณรงค์ กล่าวต่อว่า การจัดทำนโยบายแต่ละครั้ง ก็ต้องมีงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนมาใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่มาจากคนทำงานที่เป็นคนชั้นกลาง จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่คนชั้นกลางจะต้องลุกขึ้นมา เพราะคนจนส่วนใหญ่จ่ายภาษีทางเดียวคือ ภาษีทางอ้อม ขณะที่คนชั้นกลางจ่ายทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ส่วนก็นักธุรกิจกลับได้รับการลดหย่อนภาษีหลายด้าน

"ถ้าพูดถึงระบบ สวัสดิการแล้ว สิ่งแรกคือ ประชาชนที่ต้องการได้สวัสดิการจากรัฐ ต้องพร้อมที่จะซื้อบริการที่รัฐจัดให้ผ่านระบบภาษี คือ จะต้องยอมจ่ายภาษีแพง อย่างในยุโรปหลายประเทศเก็บภาษีสูงมาก แต่ของไทยเราไม่ได้ทำอย่างนั้น ทำให้คนเข้าใจว่าระบบสวัสดิการ คือการที่รัฐบาลจะแจกอะไร ซึ่งตรงนี้ชาวบ้านยังไม่เข้าใจ"นายณรงค์กล่าว

นาย ณรงค์ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบชำระภาษีประมาณ 8 ล้านคน แต่มีคนที่ต้องจ่ายภาษีประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่เป็นมนุษย์เงินเดือน และคนกลุ่มนี้เอง คือคนที่เลี้ยงคนกว่า 60 ล้านคนของประเทศ หากเราต้องการช่วยเหลือคนจน ก็จะต้องยุติธรรมกับคนชั้นกลางที่จ่ายภาษีด้วย เพราะอย่าลืมว่าเกษตรกรบางคน เช่น ชาวสวนยาง ชาวสวนทุเรียนมีรายได้มากกว่าคนชั้นกลางเสียอีก แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับนักธุรกิจที่รัฐบาลก็ไม่กล้าไปแตะในเรื่องภาษี

เสนอรัฐหาช่องทางจัดเก็บภาษีใหม่ในหลายตัว

นาย ณรงค์ มองว่า ปัจจุบันมีภาษีหลายตัวที่รัฐบาลสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ เช่น ค่าภาคหลวงที่รัฐบาลจัดเก็บจากนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามารับสัมปทาน ปิโตรเลียม ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 7-8% และเหมืองแร่ทองคำที่จัดเก็บ 2.5% ถือว่าต่ำมาก ทั้งๆ ที่ในต่างประเทศจะจัดเก็บในอัตรา 30% ถ้าเพิ่มการจัดเก็บตรงนี้ได้ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจ

ขณะเดียวกัน ก็ควรทบทวนเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลง ทุน เพราะนอกจากนักลงทุนต่างชาติได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ก็ยังอาศัยช่องว่างทางธุรกิจโอนเงินออกนอกประเทศ เช่น ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทแม่เข้ามาผลิตในราคาสูง แล้วขายสินค้าที่ผลิตเสร็จให้บริษัทแม่ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ อย่างเช่น ตู้เย็นบางยี่ห้อขายให้บริษัทแม่ในต่างประเทศเครื่องละ 10,000 บาท แต่ขายในไทยเครื่องละ 40,000 บาท

"เชื่อว่าคงไม่มีรัฐบาลหรือ พรรคการเมืองไหนกล้าทำ เพราะนักการเมืองเองก็ต้องอาศัยเงินจากนักธุรกิจ ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนกล้าให้ความรู้กับประชาชน จะบอกอยู่อย่างเดียวนโยบายของตัวเองดีที่สุด เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดทุกพรรค ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะไม่กล้าที่จะให้ประชาชนเรียนรู้ เพราะกลัวว่าถ้าประชาชนรู้แล้วจะลุกขึ้นมาต่อสู้"นายณรงค์กล่าว

"การเมืองใหม่" ก็ค้านนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล

นาย สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวกรณีที่รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายประชาวิวัฒน์ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนว่า พรรคการเมืองใหม่มองว่า ฐานความคิดของนโยบายประชาวิวัฒน์ ไม่แตกต่างกับนโยบายประชานิยมของระบอบทักษิณ เพราะภาพรวมของนโยบาย 5 ด้าน ยังเน้นนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลด้วยการกู้เงิน ทำให้เป็นภาระกับประชาชน และไม่ได้ทำให้ประชาชนพึ่งตัวเอง

นายสุริยะ ใส กล่าวว่า นโยบายประชาวิวัฒน์ เป็นยิ่งกว่าเมกะโปรเจ็ก จำเป็นต้องดูแลโดยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความมั่นคง ควรเป็นนโยบายที่รัฐบาลมีระยะเวลาบริหารประเทศมากกว่า 2 ปี ทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่า อาจเป็นการติดสินบนด้วยนโยบาย เพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาล และเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการใช้นโยบายประชานิยม ควรมีความจริงใจกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ประชาชนพึ่งตนเองมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองในระยะยาว

"มาร์ค" แจงงานปฏิรูปเร่งด่วน 3 หัวข้อหลัก ทำควบคู่ "ประชาวิวัฒน์"

ก่อน หน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า งานการปฏิรูปเร่งด่วนประชาวิวัฒน์ กำลังรวบรวมรายละเอียดตัวเลขเพื่อจัดทำเป็นรายงานสมบูรณ์อีกครั้ง โดยรัฐบาลพร้อมประกาศมาตรการนี้ รวมถึงแผนปฏิรูปทั้งหมดที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน สำหรับงานด้านการปฏิรูป นอกจากประชาวิวัฒน์ที่คุยกัน มี 3 เรื่อง คือ 1.ระบบสวัสดิการและปัญหาผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ

นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า 2.ด้านการศึกษา มีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพการศึกษา และความสามารถในการเรียนรู้อย่างทั่วถึง 3.เรื่องความยุติธรรม ประชาชนมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการที่จะช่วยอำนวยให้ได้รับความยุติธรรม เวลาเกิดข้อพิพาท ไม่ว่าพิพาทกันเองหรือกับภาครัฐ โดยจะสนับสนุนยุติธรรมชุมชน จะมีกลไกเข้าไปในชุมชน เป็นศูนย์ให้คำแนะนำประชาชนเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ รับเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ

"กระบวนการ 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะไปติดตามควบคู่กับเรื่องประชาวิวัฒน์ จัดทำเป็นแผนปฏิรูปทั้งหมด"นายอภิสิทธิ์กล่าว

thaiinsider.info

เกมนี้คนอึดกว่ากินยาว! หล่อซ่อนดาบในรอยยิ้ม ยืมมือศัตรูซัดคนมูมมาม คงไว้คุณชายมือสะอาด



กลายเป็น “พยัคฆ์ตีปีก” ไปแล้ว...สำหรับ “พ่อรูปหล่อ” ที่ดูเหมือนอะไรต่อมิอะไร...จะวิ่งเข้าทาง...ทำอะไรก็น่าเอ็นดู-น่าดูเอ็น...ไปซะหมด ทำเอา “หลายคน” ออกอาการ “อิจฉาตาร้อน” กันเป็นแถว

เพราะหลังจาก “หลุดพ้น” กับ 2 คดีใหญ่ที่โยงใยถึง “ชะตากรรมพรรค” ก็ทำให้ “โล่งอก” ไปเปลาะหนึ่ง...แต่เมื่อมา “โกยเสียง” คะแนนนิยม...ที่สะท้อนผ่านทาง “เลือกตั้งซ่อม” และ “ผลโพลล์” จากสำนักต่างๆ ที่ “เรตติ้งพ่อรูปหล่อ” กำลังทะยาน หลังจากเกือบเสียมวยช่วงวิกฤตน้ำท่วม ที่ต้องพกลีลา 360 องศา...มาประกอบการลงไปลุยแก้ปัญหา

เมื่อจังหวะกำลังดี-ชีวิตกำลังเฮง...แต่ในใจลึกๆ ก็ยังทำให้ “พ่อรูปหล่อ” ออกอาการ 2 จิต 2 ใจ...กับเค้าเหมือนกัน

เมื่อทางหนึ่ง...ทีมที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ นั่งคำนวณทางใน...พบว่า “คะแนน เสียง” กำลังดีวันดีคืน น่าจะชิงจังหวะเวลานี้ “ยุบสภา” แล้วจัดให้มีเลือกตั้งใหม่...ในช่วงที่ “คู่แข่ง” กำลังระส่ำระส่าย ซึ่ง “พ่อรูปหล่อ” จะไม่เชื่อก็ไม่ได้...เพราะ “ทีมนี้” เป็นผู้ทำนายไว้ล่วงหน้าว่า เลือกซ่อมที่ขอนแก่น จะมีคะแนนเกิน 3 หมื่น…ซึ่งมันก็เป็นจริง

เรื่องแบบนี้ “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” เพราะจากคะแนนเดิมๆ ที่เคยได้ 6-7 พัน...ไม่เกินนี้ แต่คราวนี้มีการ “ฟันธง” ล่วงหน้า...ว่าจะได้ “ประมาณนี้” ที่แม้จะไม่ชนะในการแข่งขัน แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า “ผู้คนในถิ่นอีสาน” เริ่มเทใจหันมาเชียร์ “คนหล่อ” กันบ้างแล้ว

อีกปมหนึ่งที่มีการหยิบยกมาพูดคุยกันในระดับ “คลุกวงในคนข้างตัวหล่อ” ก็คือ หากไม่ชิงความได้เปรียบตรงนี้ และปล่อยลากยาวไปเรื่อยๆ “ภาพ ลักษณ์-ภาพพจน์” จากที่กำลังดีๆ อาจ “เสียคน-เสียหล่อ” ได้...เพราะ “ความมูมมาม-ปากมัน” ของเพื่อนร่วมชะตากรรม ที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่ในเวลานี้

แถมจะทำให้ “กองเชียร์” เริ่มลังเล...เริ่มเกลียด หากไม่ยอมหรือไม่กล้าจัดการ “พวกมูมมามปากโสมม” ซึ่งถึงเวลานั้น จะทำให้ “พรรคเก่าแก่” ลำบากได้

เรื่องแบบนี้ “มือชั้นเซียน” ผู้ช่ำชองเรื่อง “บัญญัติ 10 ประการ” และยังมี “บารมี” พอสมควร...ยังออกโรงชูรักแร้หนุน ด้วยเหตุผล “จะได้สลัดหลุด” กับ “สัญญาใจ” ที่มีต่อกันและกัน โดยเฉพาะเรื่อง “โควตากระทรวง” ที่ต้องยอมให้ “เพื่อนขี่หัว” อีกทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ไม่ใช่พรรคเก่าแก่...คบไม่ได้” เพราะถ้ายุบสภาเมื่อไหร่...ก็ต้องเริ่มนับ 1 กันใหม่...สัญญิงสัญญาอะไรก็ต้องไปว่ากันอีกทีหลังรู้ผลเลือกตั้ง ว่า “ใคร” จะได้เท่าไหร่

แต่งานนี้ “มฤตยูดำ”...มือจ่ายตัวจริง-เสียงดัง...ออกโรงค้านหัวชนฝา...เพราะเชื่อว่า ต้องอยู่ยาว-ต้องลากยาว...เพื่อวางกลไกต่างๆ ให้พร้อมเสียก่อน...ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ลงทุน-ลงแรงไป...จะเสียของ

เพราะยังไม่มีอะไรการันตีว่า...จะชนะแบเบอร์ และกลับมาเป็น “ผู้ชนะอันดับ 1” เพื่อใช้สิทธิ์ในการเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ให้เป็นที่ติฉินนินทากับประชาคมโลก

อีกทั้ง...สัญญาณของ “นักโทษเหลี่ยมจัด” ที่ตอนแรกดูเหมือนจะชัด แต่ตอนนี้ดันไม่ชัดเจน(อีกแล้ว) ในเรื่อง “การปรองดอง” เพราะดีแต่ปากพูด-แต่การกระทำดันคนละเรื่อง

งานนี้จึงต้องวัดกันว่า “ใครจะอึดกว่าใคร” ???

ถ้าลากยาว...แม้ “รัดทะบวม” จะเหนื่อย...แต่ก็ยังเป็นผู้คุมกลไกทั้งหมด และหากวางฐานรากเรื่อง “ตัวบุคคล” ในพื้นที่ต่างๆ ในหน่วยงานต่างๆ ได้พร้อมสรรพ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร แต่สำหรับ “นักโทษเหลี่ยมจัด” ก็คงเหนื่อยหนักกว่าแน่ๆ เพราะ “ยิ่งยื้อ-ยิ่งเหนื่อย-ยิ่งเสีย-ยิ่งไม่เห็นแสงสว่าง”

งานนี้ “มฤตยูดำ” จึงเสนอทางเลือกไว้ว่า หากจะยุบก็ควรเลือกช่วงต.ค.-พ.ย.ปีหน้า เพื่อรอให้จัดทัพ “โยกย้ายแต่งตั้ง” รวมถึงเรื่อง “จัดงบประมาณ” ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ที่สำคัญ...ระหว่างที่ “ลากยาว” ยื้อให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้นั้น...“พ่อรูปหล่อ” และ “ทีมงาน” จะได้เร่งสางปมเรื่อง “คุณชายสะอาด” ที่ต้อง “สะอาดจริงๆ-ไร้มลทิน” รวมถึงเรื่องการลงพื้นที่ในแดนดินถิ่นอีสาน...เพื่อโชว์ให้เห็นภาพว่า “ผู้นำคนนี้” ไปพื้นที่ไหนก็ได้

เพราะเหตุผลหลักที่ทำให้ “พ่อ รูปหล่อ” ยังลังเลใจก็คือ หากยุบสภาช่วงนี้ แล้วเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้งใหญ่ แล้วถ้าตัวเองยังลงพื้นที่อีสานไม่ได้...ก็ยิ่งจะทำให้ “ภาพลักษณ์-ภาพพจน์” เสื่อม...และอาจถูก “คู่แข่ง” นำไปโจมตีระหว่างการหาเสียงได้ ดังนั้น...ช่วงนี้จึงต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ในเรื่องนี้ให้จงได้

เมื่อเป็นเช่นนี้...จึงมีแนวโน้มสูงว่า...อาจต้องเลือกเกมลากยาว...พร้อมๆ กับมี “ขุนเสี้ยมมากลีลา”...เสนอแผนให้ “ยืมดาบของศัตรูมาฆ่ามิตรที่ลังเล” ที่เข้าตา

นั่นคือการเดินหน้าเข้าสู่โหมดแก้รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ...ทางหนึ่งก็เพื่อรักษาน้ำใจ-รักษาคำพูดที่มีต่อ “มิตรที่ลังเล” แต่อีกทางหนึ่ง...ก็คือการจงใจเปิดหน้าให้ “คู่แข่ง” ได้ชก “คู่กัด” แบบเต็มๆ ไม่ต้องมีเหนียมอาย นั่นคือการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดย “เป้าล่อ-เป้าลวง” คือ “พ่อรูปหล่อ” ที่เป็นหัวหน้าทัพ...ก็เพื่อปิดประตูไม่ให้มีการยุบสภา อีกทั้ง “ลีลาด้านวาจา” สำหรับ “พ่อรูปหล่อ” แล้ว...ถือว่าหายห่วง ไม่ใช่ใครจะมาต่อกรตอดเล็กตอดน้อยกันง่ายๆ

แต่ “เป้าหลัก-เป้าถล่ม” ก็คือ “เสนาบดีใต้อาณัติคนเนรคุณ” ต่างหาก...โดยมุ่งเน้นไปที่กระทรวงริมคลองหลอดและกระทรวงหูกวาง...ที่มี กลิ่นฉาว-กลิ่นเหม็นมาตลอด จนกลายเป็นขี้ปาก และทำให้ภาพลักษณ์-มือสะอาดของ “พ่อรูปหล่อ” ต้องมามีมลทินแปดเปื้อน

อย่าลืมว่า...สารพัดข้อมูลกลิ่นตุๆ อยู่ในมือพลพรรคเก่าแก่แบบเต็มสูบ หยิบเรื่องไหนมาก็ “โดน” และ “ข้อมูลฉาวเหล่านี้” มีโอกาสสูงที่จะถูกส่งต่อไปยัง “คู่แข่ง” เพื่อรอสางแค้นคืนจาก “คนเนรคุณ”

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่า “ขั้วเนรคุณ” จะไม่รู้...แต่เพราะทำอะไรมากไม่ได้นั่นเอง...แม้แต่ “คู่ซี้คนเนรคุณ” ที่มีบารมีไม่แพ้ “คนเนรคุณ” ก็ยังรับรู้เรื่องลับๆ กับตัวเองเลยว่า ถ้าซ่าส์นักมีสิทธิเดี้ยงยาว!!!

ยิ่ง “พ่อรูปหล่อ” จะประกาศ “พิมพ์เขียวประเทศไทย” ในวันที่ 1 ม.ค.2554 เพื่อหวังเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนคนไทย ว่า “ทิศทาง” จากนี้...จะเป็นอย่างไร “ประชา(ธิปัตย์)วิวัฒน์” ที่ประชาชนจะได้รับมีอะไรบ้าง...ก็เพื่อหวังให้ “ภาพลักษณ์” ดูโดดเด่นแตกต่างจาก “มิตรลังเล” ที่มัวแต่คิดเรื่องมูมมามปากมัน

เห็นหล่อๆ แบบนี้ แต่ “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” ไว้อย่างเนียน...ถือว่า “ไม่ธรรมดา”

ยิ่งระยะหลัง...พยายามทำให้เห็นเรื่อง “ความเด็ดขาด” ในการตัดสินใจ ก็เพื่อทำให้ดูโดดเด่น แต่เพราะความจำเป็นเรื่อง “มือ” ที่จะยกในสภาเท่านั้น...ทำให้ “บางอย่าง” ทำอะไรมากไม่ได้ เพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร-ฉายภาพให้เห็นว่า “คุณชายมือสะอาด” ยังเป็น “ตัวเลือกที่ดีที่สุด” ในยามนี้

แต่ “ไต่กอ” ว่า เป็นเพราะ “ตัวเลือกอื่นๆ” ยังไม่มีให้เห็นมากกว่า...555

..............................

คอลัมน์ “ซุบซิบไทยอินไซเดอร์”

โดย “ไต่กอ”

http://thaiinsider.info/2009news/gossip/10453-2010-12-18-01-06-17

'สุเทพ'ยินดี3พีล่วงหน้า ฝันดัน'สุวัจน์'นั่ง'นายกฯ' ไม่ก่อให้เกิด'บาดหมาง' บอกคนปชป.ยังฝันเป็น!



“สุเทพ”แสดงความยินดีล่วงหน้า “ไพโรจน์” จับมือดัน “สุวัจน์”เป็นนายกฯ บอกประชาชนจะได้มีทางเลือกมากขึ้น ชี้ไม่ทำให้บาดหมางกับปชป. เหน้บขนาดคนในปชป.เองยังฝันเป็นนายกฯหลายคน แต่ตัวเองไม่เคยฝัน แก้ตัวแทน 5 รมต.โลกลืม บอกทำงานดี แต่พีอาร์ไม่เก่ง

วันที่ 20 ธ.ค.2553 เวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมชาติพัฒนา และชูนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ประกาศเตรียมพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตนก็ยินดีด้วยทั้งนั้น เพราะจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ดังนั้น หากกลุ่มของนายสุวัจน์ และว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ ประกาศสนับสนุนนายสุวัจน์เป็นนายกรัฐมนตรี ตนก็ขอยินดีไว้ล่วงหน้า ส่วนถ้าจะถามว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ให้ใกล้ๆเลือกตั้งก่อนค่อยมาวิเคราะห์กันใหม่

เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดความหมางใจกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีหมางใจ เพราะในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามว่า แล้วนายสุเทพฝันหรือไม่ นายสุเทพ หัวเราะและกล่าวว่า “ผมไม่ฝัน เป็นคนนอนไม่ฝันเลย”

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่ฝันอยากเป็นนายกฯ มีใครบ้าง นายสุเทพ ไม่ตอบคำถาม ได้แต่หัวเราะเสียงดัง

นาย สุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่เอแบคโพลสำรวจพบว่ามี 5 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ประชาชนไม่รู้จักว่า รัฐมนตรีเหล่านั้นก็ต้องทำงานให้มากขึ้น และประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น

เมื่อ ถามว่า แต่ 1 ใน 5 นั้นเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการของพรรคประชาธิปัตย์ จะแก้ปัญหาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ความจริงเขาเป็นคนที่ทำงาน แต่ต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลทำงานดี แต่ไม่มีวิธีการในการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำงานไปให้ ประชาชนได้ทราบ

เมื่อถามว่า จะมีผลต่อการพิจารณาตั้งให้เป็นรัฐมนตรีในครั้งต่อไปหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ครับ

เมื่อ ถามว่า ถือโอกาสปรับครม.ในส่วนของรัฐมนตรีโลกลืมไปพร้อมกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ไปเลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่

เมื่อถามว่าการปรับครม.จะรวมไปกับที่ต้องดำเนิน การให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่ครับ รู้สึกวัยรุ่นจะใจร้อนกันทั้งนั้น”

http://thaiinsider.info/2009news/the-news/politics/10476-3-

2ปี'ผลงาน'ยังไม่เข้าตา!! รบ.ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง นายกฯก็ลดลงจากปีแรก เด็ดขาด-กล้าตัดสินน้อย



"กรุงเทพโพลล์" เผยสำรวจความคิดเห็น 2 ปี รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งได้เพียง 3.82 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่ตัว"นายกฯ"เอง ทำงานได้คะแนน 4.44 ไม่ถึงครึ่งแถมลดลงจากปีแรก 0.26 คะแนน โดยได้คะแนนความขยันทุ่มเทมากที่สุด แต่คะแนนความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจน้อยที่สุด

วันที่ 20 ธ.ค.2553 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจผลงาน 2 ปี"รัฐบาลมาร์ค" เนื่องจากวันนี้(20 ธ.ค.) ครบรอบ 2 ปี การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง"ประเมินผลงาน 2 ปี รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทุกภาคของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,448 คน เมื่อวันที่ 10-14 ธันวาคม ที่ผ่านมา

พบว่า ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจการทำงานของรัฐบาล 3.82 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากผลสำรวจเมื่อตอนที่รัฐบาลทำงานครบ 1 ปี 0.05 คะแนน โดยให้คะแนนความพึงพอใจผลงานด้านสังคมและคุณภาพชีวิตมากที่สุด แต่พึงพอใจผลงานด้านการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมายน้อยที่สุด

สำหรับ ผลงานและโครงการของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด คือ โครงการเรียนฟรี 15 ปี โครงการเบี้ยยังชีพคนชรา และโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร ตามลำดับ

ทั้ง นี้ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความพึงพอใจต่อการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็น แกนนำรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน พบว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ 4.11 คะแนน พรรคร่วมรัฐบาลได้ 3.42 คะแนน และพรรคฝ่ายค้าน ได้ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

สำหรับคะแนนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายก รัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คะแนนเฉลี่ย 4.44 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากผลการประเมินเมื่อตอนที่ทำงานครบ 1 ปี 0.26 คะแนน โดยได้คะแนนความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศมากที่สุด แต่ได้คะแนนด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจน้อยที่สุด

ส่วนเรื่องที่ ต้องการให้รัฐบาลทำอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนคือ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพื่อจะได้ให้คนมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 19.9 รองลงมาคือ ทำให้บ้านเมืองสงบ มีความสามัคคี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คนในชาติ ร้อยละ 12.8 และให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 11.6

http://thaiinsider.info/2009news/the-news/politics/10475-2----

19 ธันวาคม 2553

วิกิลีคส์แพร่เอกสารทูตสหรัฐฯ สนทนากับ "เปรม-สิทธิ-อานันท์"

“วิกิลีคส์” ปูดเอกสารล่าสุด บันทึกทูตสหรัฐสนทนากับ เปรม ติณสูลานนท์ - สิทธิ เศวตศิลา - อานันท์ ปันยารชุน เป็นการสนทนากันต้นปีนี้ โดยเปรมกล่าวว่าอภิสิทธิ์ “หนุ่มไป” และ “ไม่เข้มแข็งพอ” แต่ยังเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นนายกฯ ส่วน พล.อ.อ.สิทธิ บอกว่ามาร์คเกาะโพเดียมมากไป พร้อมเผยไม่ไว้ใจ “เสธ.แดง” กังวล “อนุพงษ์” มั่นใจ “ประยุทธ์”

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 21.00 น. ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์วิกิลีกส์ ได้เผยแพร่เอกสารลับ หมายเลข “S E C R E T SECTION 01 OF 03 BANGKOK 000192” ซึ่งเป็นบันทึกทางการทูตของนายอีริคส์ จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ลงวันที่ 25 ม.ค. 53 โดยบันทึกซึ่งถูกแบ่งเป็น 15 ย่อหน้า หัวข้อแรกเป็นบทสรุป รายละเอียดเป็นบันทึกของทูตภายหลังจากพบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี

ทูตระบุว่าได้สนทนากับ พล.อ.เปรม ในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน วันที่ 13 ม.ค. 53 ส่วนทูตสหรัฐฯ สนทนากับ พล.อ.อ.สิทธิ ที่บ้านพักของ พล.อ.อ.สิทธิ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 53 ส่วนอานันท์สนทนากับทูตสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 52 ในรายงานส่วนใหญ่เป็นบันทึกความเห็นของ พล.อ.เปรม กับ พล.อ.อ.สิทธิ เป็นส่วนใหญ่ มีความเห็นของนายอานันท์ประกอบเล็กน้อย

ในรายละเอียดของเอกสาร มีการสนทนาหัวข้อสำคัญหลายหัวข้อ ทั้งเรื่องการตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความท้าทายที่มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา



บันทึกระบุ “เปรม” เห็นว่า “อภิสิทธิ์” หนุ่มไปและไม่เข้มแข็ง แต่เปรมยังไม่มีตัวเลือก

ในย่อหน้าที่ 3 ของบันทึก ระบุว่า พล.อ.เปรม เห็นว่านายกรัฐมนตรี “หนุ่มเกินไปและไม่เข้มแข็งพอที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่ ยากลำบาก” อย่างไรก็ตาม พล.อ.เปรม รู้สึกว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ถูกทดสอบในปี 2552 ก็คือ การถูกท้าทายการทำงานในการขับเคลื่อนรัฐบาลผสมที่มีหลายค่าย ซึ่งไม่ใช่งานง่าย พล.อ.เปรม ยังเสริมว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ดูมีหลักการและมีความซื่อสัตย์มากกว่าอภิสิทธิ์ และประเทศไทยต้องการมีผู้นำเช่นนี้ พล.อ.เปรม มีความหวังว่าชาวไทยและชาวต่างประเทศจะเพิ่มความอดทนกับอภิสิทธิ์ ซึ่ง พล.อ.เปรม เชื่อว่า เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี



พล.อ.อ.สิทธิเห็นว่าอภิสิทธิ์ใช้เวลาบนโพเดียมมากไป

ในย่อหน้าที่ 4 บันทึกระบุว่า พล.อ.อ.สิทธิ วิจารณ์อภิสิทธิ์ มากกว่าที่ พล.อ.เปรม วิจารณ์ โดย พล.อ.อ.สิทธิ กล่าวว่าได้บอกบิดาของนายอภิสิทธิ์แล้วว่าในปี 2553 ลูกชายควรเป็นคนกล้าตัดสินใจมากกว่านี้ และมีเพื่อนมากกว่านี้ พล.อ.อ.สิทธิ ยังวิจารณ์ว่าอภิสิทธิใช้เวลาอยู่บนโพเดียมมากเกินไป ไม่มีเวลาที่จะสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้อภิสิทธิ์สามารถมอบ หมายนโยบายและคิดริเริ่มเรื่องนโยบาย อภิสิทธิ์จำเป็นต้องไปมีส่วนร่วมกับคนรากหญ้า ซึ่งสิ่งนี้เป็นด้านหนึ่งของจุดแข็งทักษิณ ในความคาดหวังของ พล.อ.อ.สิทธิ ยังหวังให้อภิสิทธิ์ตั้ง พล.ต.อ.ประทีป (ตันประเสริฐ) เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างถาวร หวังให้อภิสิทธิ์ใช้อำนาจที่มีเหนือพรรคร่วมรัฐบาลโดยการขู่ว่าจะยุบสภาถ้า พวกเขาออกนอกแถว และบอกให้กองทัพดำเนินการขับ “ทหารนอกแถว” อย่าง พล.ต.ขัตติยะ (สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง) แม้ว่า พล.อ.ประวิตร (วงศ์สุวรรณ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปฏิเสธคำสั่งปลด พล.ต.ขัตติยะ

ในย่อหน้าที่ 5 รายงานว่า พล.อ.เปรมสอบถามเกี่ยวกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ป่วนการทำงานของรัฐบาลและชีวิตประจำวันของ ประชาชน ทูตอธิบายว่าระบบของสหรัฐอเมริกาให้สิทธิผู้ชุมนุมในด้านเสรีภาพการแสดงความ เห็น แต่ไม่สามารถไปชุมนุมได้ทุกที่ ทูตยังแสดงความไม่พอใจในการตัดสินใจที่ส่งผลลบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการ ลงทุน อย่างเช่น มาบตาพุด การยกเลิกหวยออนไลน์ การบังคับใช้กฎหมายที่มีความไม่เป็นธรรม การฝ่าฝืนข้อตกลง และการควบคุมเคลื่อนย้าย มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนมากกว่าความยุ่งเหยิงทางการเมือง



ไม่ไว้ใจ “เสธ.แดง” กังวล “อนุพงษ์” มั่นใจ “ประยุทธ์”

ในย่อหน้าที่ 6 ทูตสหรัฐบันทึกว่า พล.อ.อ.สิทธิ แสดงความกังวลมากกว่า พล.อ.เปรม ในเรื่องสถานการณ์ด้านความมั่นคงในปี 2553 โดยเสนอว่า ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา) ไร้ความสามารถในการควบคุมพล.ต.ขัตติยะ “นายพลหัวแข็ง ซึ่งอยู่ในเครือของเสื้อแดง” ซึ่ง พล.อ.อ.สิทธิกล่าวหาว่า เป็นผู้ยิงระเบิดเอ็ม-79 ใส่ผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง และ พล.ต.ขัตติยะ ยังได้ไปพบกับทักษิณในต่างประเทศด้วย พล.อ.อ.สิทธิ กล่าวด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ใช่ผู้หาข่าวที่ดี

ในบันทึกของทูตอีริค ยังวงเล็บด้วยว่า สามวันถัดจากการคุยกับ พล.อ.อ.สิทธิ มีผู้โจมตีห้องทำงานของ พล.อ.อนุพงษ์ในช่วงกลางคืนด้วยเอ็ม-79 และ พล.ต.ขัตติยะ ถูกสงสัยอย่างมาก

โดยในย่อหน้าที่ 6 บันทึกของอีริค จี จอห์น ระบุว่า พล.อ.อ.สิทธิ มีความหวังกับรองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ (จันโอชา) มากกว่า โดยคาดหมายว่าจะได้มาแทนตำแหน่งของ พล.อ.อนุพงษ์ ในเดือนตุลาคม [...] พล.อ.อ.สิทธิอ้างด้วยว่า พล.อ.เปรม ได้ส่งสัญญาณว่าไม่พอใจ พล.อ.อนุพงษ์ โดยแสดงอาการดูแคลนในระหว่างที่บรรดานายพลเข้าพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านพักเพื่ออวยพรวันเกิด โดย พล.อ.เปรม ไม่พูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์เป็นการส่วนตัว ระหว่างที่ พล.อ.อนุพงษ์ยืนอยู่กับกลุ่มผู้บัญชาการทหารคนสำคัญๆ

นอกจากนี้ในบันทึกยังกล่าวถึงทัศนะของ พล.อ.เปรม พล.อ.อ.สิทธิ และนายอานันท์ ต่อเรื่องการสืบราชสมบัติด้วย […]



ทักษิณยังเป็นประเด็นสำหรับเปรม-สิทธิ-อานันท์

ส่วนในย่อหน้าที่ 13 บันทึกของทูตยังระบุด้วยว่า ทักษิณยังคงเป็นประเด็นสำหรับสามบุคคลสำคัญนี้ (เปรม-สิทธิ-อานันท์) อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์กล่าวถึงพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว […] และการท้าทายของทักษิณเป็นต้นเหตุต่อเรื่องเสถียรภาพของประเทศนี้ พล.อ.เปรมถามต่อทูตสหรัฐฯ ว่าสหรัฐอเมริกาควรทำอย่างไรต่อสถานการณ์ของไทย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านได้แต่งตั้งอดีตผู้นำรายนี้ (หมายถึงทักษิณ) ขึ้นเป็นที่ปรึกษา ซึ่งบุคคลนี้มีความแน่วแน่ในการโค่นล้มรัฐบาล ทูตสหรัฐฯ ตอบว่าขณะที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐจะกล่าวสุนทรพจน์ถึงประเด็นในประเทศอื่น เป็นบางครั้งคราว แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับรัฐบาลประเทศอื่น แต่ทูตสหรัฐ ได้แนะนำ พล.อ.เปรม และเจ้าหน้าที่ไทยให้ใช้วิธีให้ความเห็นต่อสาธารณะในเรื่องกัมพูชา และไม่ควรเล่นเกมตาต่อตาฟันต่อฟันกับทักษิณและฮุนเซ็น

ในบันทึกของทูตวงเล็บว่าดูเหมือนว่า พล.อ.เปรม จะรำพึงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่ก็มีความชัดเจนว่า พล.อ.เปรม มุ่งไปที่ความรับรู้ต่อเรื่องการคุกคามโดยทักษิณ และการที่ฮุนเซ็น อำนวยความสะดวกให้กับกิจกรรมของทักษิณ



พล.อ.อ.สิทธิ ไม่ไว้ใจกัมพูชา บรูไน ลาว เวียดนาม หนุนหลัง “ฮุนเซ็น”

ในย่อหน้าที่ 14 พล.อ.อ.สิทธิ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เพิ่งมาเยี่ยมเขาในวันคล้ายวันเกิดครบ 90 ปี และชี้ให้เห็นว่าอีกไม่นานไทยจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน อภิสิทธิ์จะมีข้อจำกัดน้อยลงในการตอบโต้ด้วยฝีปากกับฮุนเซ็น พล.อ.อ.สิทธิ แสดงความกังวลเพิ่มเติมต่อกรณีของกัมพูชา และบรูไน ว่าน่าจะอยู่ในฝ่ายทักษิณ โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทักษิณ กับฮุนเซ็น และสุลต่านบรูไน ลาว และเวียดนาม ซึ่งน่าจะหนุนหลังฮุนเซ็น ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทย-กัมพูชา ขณะนี้

ในย่อหน้าที่ 15 พล.อ.อ.สิทธิ โจมตีทักษิณว่า พยายามใช้เงิน, ผู้ชุมนุมเสื้อแดง และ ฮุนเซ็น เพื่อ “ทำลายประเทศของเรา” แต่เขาทำนายว่าทักษิณจะทำไม่สำเร็จ ทักษิณไม่เคยพยายามเจรจา พล.อ.อ.สิทธิแนะนำว่า ข้อเรียกร้องทักษิณจะได้รับการตอบสนอง ถ้าเขากลับเข้าประเทศ และรับโทษในคุกพอเป็นพิธี ทักษิณก็น่าจะได้รับการอภัยโทษอย่างรวดเร็ว และได้รับการปล่อยตัวในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ทักษิณพยายามก่อความยุ่งเหยิง จุดชนวนโดยใช้กำลัง ในขณะที่ พล.อ.อ.สิทธิ ยังคาดด้วยว่า ทักษิณจะแพ้คดีในวันที่ 26 ก.ย. (ปี 53) ต่อกรณีเงินที่ถูกอายัดเงินจำนวน 76,000 ล้านบาท แต่ พล.อ.อ.สิทธิ อ้างว่าจากข้อมูลของเขาแสดงให้เห็นว่าทักษิณยังคงมีเงินราว 240,000 ล้านบาทในต่างประเทศ ทักษิณแทนที่จะอยู่ต่างประเทศเงียบๆ แต่ทักษิณได้ตัดสินใจสู้ โดย พล.อ.อ.สิทธิ อ้างว่า ทักษิณได้ให้ทุนสนับสนุนบรรดาเว็บไซต์โจมตีพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง เจ้าฯ เพื่อจุดชนวนต่อทัศนะการต่อต้านสถาบันกษัตริย์

Ref: http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32321

12 ธันวาคม 2553

รายงานเสวนา: “ถอดรหัสฟ้า ตามหาเสรีภาพในโลกออนไลน์”

"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทตามปกติที่อาจยกเว้น กรณีที่ผู้ถูกวิจารณ์เป็นบุคคลสาธารณะ ในทางหนึ่ง กฎหมายนี้ในตัวบทบัญญัติเองแล้วเป็นปัญหา และการบังคับใช้ก็เป็นเป็นปัญหาอย่างยิ่งเช่นกัน

เราไม่มีการพิสูจน์ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหมิ่นสูงกว่ากัน แนวโน้มคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จะส่งต่อเรื่องไปเรื่อยๆ เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งต่อคดีให้อัยการ และอัยการส่งต่อไปให้ศาล และศาลเองก็ตัดสินต่อไป ถึงขั้นศาลสูง"

8 ธ.ค. 53 - โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โครงการวิจัยผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร่วมกับมูลนิธิไฮริช เบิลล์ จัดเสวนาหัวข้อ “ถอดรหัสฟ้า ตามหาเสรีภาพในโลกออนไลน์” ที่ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย อ.ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ, จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน, ดร.เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอิสระ และ พ.ต.ท.ดร.ศิริพล โกศลศิลป์วุฒิ รองผู้กำกับการ ส่วนตรวจสอบคดีอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการอภิปรายโดย อ.สาวตรี สุขศรี กลุ่มนิติราษฎร์


ธีระ สุธีวรางกูร: หัวข้อการเสวนานี้เป็นหัวข้อที่ไม่น่าพูดโดยเฉพาะในประเทศที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจับตามอง >>อ่านต่อ


10 ธันวาคม 2553

Words a Cell Can’t Hold



from “Experiencing Death”


I had imagined being there beneath sunlight
with the procession of martyrs
using just the one thin bone
to uphold a true conviction
And yet, the heavenly void
will not plate the sacrificed in gold
A pack of wolves well-fed full of corpses
celebrate in the warm noon air
aflood with joy

Faraway place
I’ve exiled my life to
this place without sun
to flee the era of Christ’s birth
I cannot face the blinding vision on the cross
From a wisp of smoke to a little heap of ash
I’ve drained the drink of the martyrs, sense spring’s
about to break into the brocade-brilliance of myriad flowers

Deep in the night, empty road
I’m biking home
I stop at a cigarette stand
A car follows me, crashes over my bicycle
some enormous brutes seize me
I’m handcuffed eyes covered mouth gagged
thrown into a prison van heading nowhere

A blink, a trembling instant passes
to a flash of awareness: I’m still alive
On Central Television News
my name’s changed to “arrested black hand”
though those nameless white bones of the dead
still stand in the forgetting
I lift up high up the self-invented lie
tell everyone how I’ve experienced death
so that “black hand” becomes a hero’s medal of honor

Even if I know
death’s a mysterious unknown
being alive, there’s no way to experience death
and once dead
cannot experience death again
yet I’m still
hovering within death
a hovering in drowning
Countless nights behind iron-barred windows
and the graves beneath starlight
have exposed my nightmares

Besides a lie
I own nothing

Liu Xiaobo, a poet and literary critic, is the recipient of the 2010 Nobel Peace Prize. China has forbidden him to travel to the award ceremony, which will be held on Friday in Oslo. This poem was translated by Jeffrey Yang from the Chinese.

9 ธันวาคม 2553

"ธาริต"รับ ข้อมูลจริง 5 จนท.-6ศพ



คว้ารางวัล -
ภาพ ถ่ายวันสลายม็อบนปช. ฝีมือ "พอลลา บรอนสตีน" ช่างภาพหญิงของเก็ตตี้ อิมเมจ ซึ่งได้รางวัลช่างภาพยอดเยี่ยมปี 2553 จากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)


ระบุตู่แฉ-อยู่ในสำนวน! นพดลเปิดจม.เชิญแม้ว ยังขอตัดสินใจไป-ไม่ไป ประวิตรชี้สหรัฐจับแน่

′ ธาริต′ ยอมรับข้อมูลเปิดโปงของ′จตุพร′ ตามที่ระบุรู้ตัว 5 จนท. ยิงคนในวัดปทุมฯ ปรากฏในสำนวนสอบสวนของดีเอสไอจริง บอกตัวเองทำไปตามพยานหลักฐาน แต่ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องแล้ว เพราะสำนวนอยู่ที่ตำรวจ ′มาร์ค′โบ้ยให้ไปพิสูจน์กันในกระบวนการทางศาล แต่อัดจตุพรชอบพูดความจริงบางส่วน พูดชัดจะเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินก่อนปีใหม่ เพราะสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ทางด้านแม่น้องเกดจี้นายกฯปลดธาริตทันที เพราะมีหลักฐานในมือแต่ไม่ทำอะไร ย้ำมีพยานเห็นหน้าจ.ส.อ.คนยิงถล่มวัดเยอะแยะ ′นพดล′เผยนายใหญ่ขอวีซ่าเข้าสหรัฐแล้ว ได้วีซ่าเมื่อไรต้องมาพิจารณาทบทวนอีกจะไปสหรัฐหรือไม่ ′ประวิตร′ไม่หนักใจ บอกไปสหรัฐเมื่อไรโดนจับตัวส่งกลับไทยแน่นอน ส.ส.ปชป. ฟันธงแม้วไม่กล้าไปสหรัฐแน่นอน

จากกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ได้ข้อมูลจากสำนวนสอบสวนของดีเอสไอ ระบุรู้ตัว 5 เจ้าหน้าที่ที่ยิงใส่วัดปทุมฯ เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. 53 จนมีผู้เสียชีวิตรวม 6 ศพแล้วนั้น

-ประวิตรโต้ทหารยิงวัดปทุมฯ

เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. ที่กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีประดับเหรียญกล้าหาญบนธงชัยเฉลิมพลของกองบิน 5 และวางพวงมาลาหน้าอนุเสาวรีย์วีรชน 8 ธ.ค.2484 ประจำปี 2553 โดยมีพล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยราชการต่างๆ เข้าร่วมพิธี

เวลา 14.00 น. พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงนำคลิปเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เผาสถานที่ต่างๆ มาเปิดเผยว่า ไม่มี ตนทำงานอยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตลอดเวลา กว่าทหารจะเข้าไปในพื้นที่ได้ก็ลำบาก โดยทหารเข้าไปดูแลพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีทหารเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรง ส่วนที่นายจตุพรระบุได้ข้อมูลมาจากตำรวจว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยว ข้องโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนารามนั้น ยืนยันอีกครั้งว่าไม่มี ทหารทำหน้าที่เพียงควบคุมดูแลความสงบทุกอย่าง ซึ่งทั้งหมดต้องว่าไปตามรูปคดี ตำรวจมีหน้าที่สืบสวนสอบ สวน แต่ตนยืนยันว่าศอฉ.ไม่ได้สั่งให้ใครไปทำร้ายใคร ศอฉ.มีหน้าที่ดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน

-ชี้สหรัฐจับแม้วข้ามแดนแน่

เมื่อ ถามถึงนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนปีใหม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามเลขาธิการสมช. การยกเลิกพ.ร.ก.หรือไม่นั้น ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมศอฉ.อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะยกเลิกในพื้นที่ใดได้บ้าง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์ดีขึ้นและเรียบร้อยคงไม่มีปัญหา หากมีกฎหมายอื่นมาดูแลได้ก็ถือว่าโอเค เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทั้งเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องดูสถานการณ์ และการรายงานจากฝ่ายข่าว

เมื่อ ถามว่ากองทัพกังวลหรือไม่กรณีพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อซีเอสซีอี พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มีกฎหมายและมีสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐในเรื่องการ ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่เรื่องของศอฉ. เมื่อถามว่าหากพ.ต.ท. ทักษิณเข้าสหรัฐ ทางสหรัฐสามารถส่งตัวให้กับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า หากเป็นไปตามกฎหมายก็ต้องดำเนินการ แต่ขึ้นอยู่กับประเทศคู่เจรจา ในรายละเอียดตนไม่ทราบว่าพ.ต.ท. ทักษิณเข้าประเทศตามคำเชิญได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ศอฉ.มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เมื่อถามถึงการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่มีอะไร แต่ศอฉ.จะดูในภาพรวม โดยเฉพาะการติดตามทางด้านการข่าว

-แม่เกดจี้มาร์คปลดธาริตด่วน

นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด อายุ 25 ปี พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณเต็นท์ภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา กล่าวว่า ตามที่นายจตุพรนำหลักฐานผลการสอบในคดีสลายม็อบเสื้อแดง การเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมทั้งการเสียชีวิตของพยาบาลอาสาทั้ง 6 ศพในวัดปทุมฯ ออกมาเปิดเผยนั้น ตนยืนยันว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ไม่เคยมีใครเปิดเผยมา ก่อน แม้กระทั่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่รับผิดชอบในการทำคดีเสื้อแดงโดยตรง ก่อนที่จะโอนคดีไปให้ตำรวจ ก็ไม่เคยที่จะออกมาแถลงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบในข้อมูลเหล่านี้เลย ทั้งนี้ จึงขอเรียกร้องไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาปลดหรือย้ายนายธาริตให้พ้นออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอทันที ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป และนายธาริตก็เป็นหนึ่งในศอฉ.ที่ร่วมออกคำสั่งฆ่าประชาชน และหากข้อเรียกร้องนี้ไม่เป็นผลก็จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป

นางพะ เยาว์ กล่าวต่อว่า นับจากนี้ข้อมูลลักษณะนี้จะทยอยเปิดออกมาเป็นระยะ ยังมีหลักฐานอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ในมือประชาชนและรอวันเปิดเผยอยู่ อย่างไรก็ตาม กรณีพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ออกมาระบุว่าภาพถ่ายเหตุการณ์กรณีเจ้าหน้าที่ถือปืนไล่ยิงประชาชนบริเวณ ศูนย์การค้าเซ็น ทรัลเวิลด์ ที่สื่อนำเสนอไปนั้นเป็นภาพเก่า คนละมุม ตนจึงขอเรียกร้องให้ศอฉ.ช่วยนำหลักฐานที่แท้จริงมาเปิดเผย อย่าพูดลอยๆ แบบนี้ จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย เป็นถึงระดับนายทหารและโฆษก ศอฉ.พูดอะไรควรจะมีหลักฐาน อย่าโยนความผิดให้ประชาชน เพราะหลักฐานมันฟ้อง ถึงเวลาที่จะเอาความจริงมาพูดกัน

-ยันจ.ส.อ.ผมหงอกยิงถล่มวัด

"ส่วน กรณีมีการเปิดเผยว่ามีเจ้าหน้าที่ทหาร 5 นาย ยอมรับว่าได้ใช้อาวุธประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม และหนึ่งในนั้นมีทหารยศ จ.ส.อ.ชื่อย่อ ส. รวมอยู่ด้วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวตรงกับที่ฉันเคยได้รับจากพยานคนหนึ่งที่ยืนยันว่า จ.ส.อ.คนนี้ในวันเกิดเหตุ ยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ และได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เข้ามาที่เต็นท์วัดที่ลูกสาวฉันและเพื่อนเขาทำ งานอยู่จนเสียชีวิตทั้งหมด และพยานคนนี้ยังบอกรูปพรรณสัณฐานด้วยว่าทหารคนนี้มีลักษณะผมหงอกด้านข้าง อายุประมาณ 40-45 ปี" มารดาน้องเกดกล่าว

วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริตกล่าวถึงกรณีนายจตุพรหลักฐานการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงจาก เหตุการณ์ชุมนุม ที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องว่า ข้อมูลที่นายจตุพรออกมาเปิดเผยเป็นส่วนหนึ่งในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง ซึ่งดีเอสไอได้ส่งข้อมูลทุกอย่างโดยละเอียดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยนำข้อมูลออกมาเปิดเผย แต่หลังจากนี้คงต้องเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจที่ต้องเก็บความลับ ในสำนวนคดีดีเอสไอคงไม่สามารถก้าวก่ายอะไรมาก

-ธาริตยอมรับข้อมูลของจตุพร

นาย ธาริต กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้การันตีข้อมูลที่นายจตุพรระบุว่าเป็นความจริงทุกอย่าง แต่สิ่งที่ออกมาระบุเป็นเพียงบางส่วนในสำนวน ที่ผ่านมาดีเอสไอทำงานตรงไปตรงมา เพียงแต่ไม่ได้ออกมาแถลงรายละเอียดในสำนวนเท่านั้น หากหน่วยงานทางทหารจะโกรธเคืองตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะหลักฐานภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และพยานบุคคลที่ดีเอสไอได้รับ ก็ ปรากฏชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ทุกอย่างว่าไปตามหลักฐาน หากตนไปบิดเบือนแล้วจะตอบลูกน้องได้อย่างไร แต่ตนก็สบายใจในระดับหนึ่ง เพราะว่าข้อมูลไม่ได้หลุดไปจากขั้นตอนการทำงานของดีเอสไอ

อธิบดีดี เอสไอ ยังกล่าวถึงกรณีศาลยกคำร้องยื่นคัดค้านการประกันตัวนายจตุพรว่า ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย มีความจำเป็นต้องยื่นคัดค้าน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่อย่างใด นายจตุพรเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ต้องอยู่ภายในเงื่อนเดียวกับผู้ต้องหารายอื่น เพื่อความยุติธรรม

ด้าน นายนที สรวารี นายกสมาคมสร้าง สรรค์อิสรชน และแกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง กล่าวว่า เมื่อวานนี้ ได้มีสมาชิกเสื้อแดงเดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมากกว่า 200 คน โดยได้นั่งพับนกกระดาษแดง บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ย่านวงเวียนใหญ่ เพื่อไว้สำหรับเข้าร่วมกิจกรรม "นกกระดาษล้านตัว เที่ยงวันยันเที่ยงคืน" ในวันที่ 19 ธ.ค.ที่สี่แยกราชประสงค์ ส่วน กิจกรรมที่วงเวียนใหญ่นี้ตนจะจัดเป็นประจำทุกวันที่ 7 ของเดือน ตั้งแต่เวลา 16.00-18.30 น. โดยในเดือนม.ค. 2554 จะเป็นกิจกรรม "ปูเสื่อกินข้าวรับปีใหม่"

-แม้วประเมินซ้ำไป-ไม่ไปสหรัฐ

เมื่อ เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ นำสำเนาหนังสือเชิญของกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรปหรือซี เอสซีอี ที่ส่งถึงพ.ต.ท.ทักษิณมาแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนพร้อมแถลงว่า หลังปรากฏข่าวพ.ต.ท.ทักษิณตอบรับคำเชิญของคณะกรรมาธิการซีเอสซีอีเพื่อเข้า ชี้แจงข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ดูเหมือนนายกฯ และรมว.ต่างประเทศของไทยตื่นเต้นตื่นตูมพอสมควร ทราบว่ามีความพยายามล็อบบี้บุคคลระดับสูงในฝ่ายบริหารของสหรัฐอย่างเข้มข้น และแข็งขัน ไม่ให้ออกวีซ่าแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งชวนให้เราคิดได้ว่ารัฐบาลปกปิดความจริงอะไรในการสลายชุมนุมที่เป็นเหตุ ให้มีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 รายไว้หรือไม่ จึงไม่ต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณไปเปิดเผยความจริงกับสหรัฐ ทั้งนี้ นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว กรรมาธิการเชิญตัวแทนรัฐบาลไทยด้วย ดังนั้นนายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่หลักไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เดินทางไปสหรัฐ เพื่อชี้แจงข้อมูลและรับฟังสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณจะพูด ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้นำเสนอข้อมูล

นายนพดลกล่าวว่า จากที่ตนโทรศัพท์พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 ธ.ค. ทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณยื่นขอวีซ่าขอเข้าสหรัฐแล้วจากประเทศที่พำนัก แต่ไม่ได้ถามว่าเป็นประเทศอะไร อยู่ระหว่างรอว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ถ้าไม่ได้วีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ แต่การไต่สวนซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค. หากเราไม่สามารถเดินทางเข้าไปชี้แจงข้อมูลด้วยตัวเองได้ ก็จะหาช่องทางนำเสนอข้อมูลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กรณีได้รับวีซ่าแล้วก็ต้องมีการประเมินความปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและกฎหมาย อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าสหรัฐ ผู้สื่อข่าวถามว่าการเป็นนักโทษหนีคดีจะมีผลต่อการขอวีซ่าหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่าเป็นดุลพินิจของสหรัฐ แต่ทั่วโลกเข้าใจดีว่าคดีที่ดินรัชดาฯเกิดขึ้นหลังจากการยึดอำนาจ 19 ก.ย.49 และดูเหมือนเรื่องการเมืองด้วยซ้ำไป ดังนั้นจะนำไปเทียบกับคดีนายวิกเตอร์ บูท ไม่ได้

-จิ๋วเชื่อแม้วไปสหรัฐไร้ปัญหา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณเตรียมเดินทางไปให้ข้อมูลตามคำเชิญของคณะ กรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี)ว่า เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีคนเป็นห่วงมาก รวมทั้งต่างประเทศที่สนใจติดตามเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมามีคนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเป็นจำนวนมาก มองว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ใหญ่พอและพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อเท็จจริงคือ อะไร เชื่อว่าจะไม่มีการพูดให้เสียหายต่อประเทศไทย และจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถาม ถึงกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะขอให้ทางการสหรัฐส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ แต่การเชิญครั้งนี้เป็นคำเชิญอย่างเป็นทางการของสภาคองเกรส ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

พล.อ.ชวลิตกล่าวถึงความล่าช้าในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีรูปถ่ายและหลักฐานที่เป็นจริง แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่ปรากฏผลการตรวจสอบ จึงเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะรอจังหวะเวลาการที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริง ส่วนที่นายจตุพรออกมาเปิดเผยผลการสอบสวนของดีเอสไอนั้น เพราะต้องการสื่อให้สังคมรับทราบ เพราะเพียงผู้เสียชีวิตเพียงศพเดียวก็ต้องให้ความสำคัญ

-ไกรศักดิ์อัดแม้ว-ตายเป็นพันศพ

นาย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมา ธิการทราบหรือไม่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจ มิชอบในการทุจริต อาทิ คดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินวัตรฯ โดยศาลอาญา พิพากษาให้จำคุกพ.ต.ท.ทักษิณและสมาชิกในครอบครัวที่เกี่ยวข้องคนละ 2 ปี และคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งอัยการสูงสุดยื่นฟ้องพ.ต.ท. ทักษิณว่ากระทำผิดพ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรม นูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินที่ต่ำกว่าราคาประเมิน และคดีนี้อยู่ในกระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง

นายไกรศักดิ์กล่าวว่า อีกทั้งพ.ต.ท.ทักษิณยังมีส่วนผลักดันให้ผู้ที่มาชุมนุมต้องตกอยู่ใน สถานการณ์ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงเดือนเม.ย.และพ.ค.ที่ผ่านมาอีกด้วย ถึงแม้คดี อาจไม่ร้ายแรง แต่กระทรวงการต่างประเทศ อัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรประสานงานกันเพื่อติดต่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับคดีต่างๆไปยังสหรัฐ เพื่อทำเรื่องขอส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป และหากเราขอตัวพ.ต.ท.ทักษิณตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับ สหรัฐ ทางสหรัฐควรยอมส่งตัวมาให้ และว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท. ทักษิณ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนนับพันคนในการดำเนินนโยบายปราบปรามยา เสพติดในระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งการปราบปรามและละเมิดสิทธิของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จนกลายเป็นปัญหาการใช้ความรุนแรงและการขาดความเป็นธรรมที่ยากจะเยียวยาแก้ไข มาจนถึงปัจจุบัน คดีเหล่านี้น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาโดยทางคณะกรรมาธิการด้วย

-มาร์คสวนจตุพร-จริงบางส่วน

เวลา 14.20 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายนพดล ปัทมะ ระบุรัฐบาลล็อบบี้ไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสหรัฐ เพื่อให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่า "เหรอครับ เห็นว่าคุณนพดลยืนยันว่าจะไปสหรัฐ" เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เห็นว่านายนพดลยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึง นายจตุพรออกมาเผยผลสอบของดีเอสไอ ระบุเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม แนวกระสุนยิงมาจากฝ่ายทหารว่า ดีเอสไอได้ยื่นเรื่องนี้ตามขั้นตอน เข้าใจว่าน่าจะอยู่ในการไต่สวนของศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในรายงานสรุปที่ดีเอสไอแถลงวันนั้น ใช้คำว่ามันอาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสก็ให้ไปสู่กระบวน การไต่สวนของศาลก็ถูกต้องแล้ว

ผู้ สื่อข่าวถามว่า มีการอ้างข้อมูลออกมาจากฝ่ายทหารว่ามีการยิงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เห็นรายละเอียดตรงนี้ ทุกอย่างศาลจะไต่สวนต่อไป ดังนั้น ทุกอย่างต้องโปร่งใสอยู่แล้ว เมื่อถามว่านายกฯห่วงหรือไม่ว่านายจตุพรอาจเลือกตัดตอนข้อมูลออกมาเปิดเผย บางส่วนเท่านั้น นายกฯกล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะในอดีตนายจตุพรพูดเยอะมาก แต่จริงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งข้อมูลต่างๆ อยู่ในกระบวนการไต่สวนของศาลเพื่อความโปร่งใส

-พูดชัด-เลิกพ.ร.ก.ก่อนปีใหม่

เมื่อ ถามว่านายจตุพรอ้างว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยื้อเรื่องเอาไว้ ไม่ยอมดำเนินการหลังได้รับเรื่องต่อจากดีเอสไอ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะตรวจสอบ และสตช. มีหน้าที่ชี้แจงต่อไป เมื่อถามว่าถ้าสรุปออกมาว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงกลุ่มคน เสื้อแดงในวัดปทุมวนาราม ยืนยันได้หรือไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ปล่อยเลยไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ ตอนนี้ต้องไปไต่สวนที่ศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯ กับปริมณฑล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เชื่อว่าจะยกเลิกได้ก่อนปีใหม่ เพราะสถาน การณ์ตอนนี้ดีขึ้น ตนฝากสมช.ให้ดูเรื่องแนว ทางหรือมาตรการรองรับหลังเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่คิดว่าน่าจะเลิกได้ก่อนปีใหม่ ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงในขณะนี้มันมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในอดีต แม้ขณะนี้จะมีการจับกุมได้บ้างก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด และการที่คนเหล่านี้ยังมีเป้าหมายเหมือนเดิมอยู่ เราก็ต้องติดตาม ส่วนที่สองที่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนซึ่งเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ถ้าไม่มีการบริหารจัดการให้ดี มันจะย้อนไปสู่การที่คนใช้ความรุนแรง เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ที่ผ่านมาการประสานงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุมเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ยืนยันว่าจริงๆ ขณะนี้ไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์ใคร แต่เราไม่ต้องการใช้กฎหมายพิเศษไม่จบไม่สิ้น ก็พยา ยามเลิก แต่อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงความสงบเรียบร้อย ซึ่งหลังจากบ้านเมืองสงบขึ้นทุกคนได้ประโยชน์ด้วยกัน เมื่อถามว่าถ้ายกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินไปแล้ว เกิดเหตุระเบิดขึ้น จะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อนาคตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สถานการณ์ขณะนี้แนวโน้มดีขึ้น

-ไก่อูย้ำจตุพรแฉเรื่องเก่า

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุเตรียมเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากตำรวจว่ามีทหารเกี่ยว ข้องกับเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตในช่วงสลายการชุมนุมที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่สังคมรับรู้ตั้งแต่ยังมีการชุมนุม ซึ่งทุกคนได้ติดตามข้อมูลและเหตุการณ์มาตลอดว่ามีอะไรเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างไร ทุกอย่างไม่เคยปิดบัง ทุกพื้นที่สื่อเข้าไปได้ ภาพถ่ายต่างๆ ที่นายจตุพรอ้างว่ามีหลักฐาน เป็นสิทธิที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าพนักงาน และจะชี้แจงให้ประชาชนรับทราบอย่างไรเป็นเรื่องนายจตุพร แต่มั่นใจว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานและขอบเขตของกฎหมายที่ ระวังความปลอดภัยของประชาชน ไม่ได้ทำเพราะความลุแก่อำนาจ ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตามหลักสากล

"ภาพต่างๆ ที่นายจตุพรนำมาเสนอ เป็นเพียงการนำเสนอด้วยคำพูดประกอบภาพให้คนเข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในภาพไม่ได้เห็นว่าทหารและตำรวจไล่ยิงประชาชนหรือไม่ ส่วนภาพที่ทหารถือปืนในช่วงที่ผ่านมาก็มีอยู่แล้ว ถ้าไม่ให้ถือปืนจะให้ถืออะไร ที่ถือปืนไม่ได้หมายความว่าจะไปไล่ยิงใคร ส่วนที่นายจตุพรเตรียมเปิดเผย 6 คลิปกรณีสลายการชุมนุมช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ก็ดำเนินการได้ เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกฝ่ายยินดีให้ตรวจสอบ" โฆษกศอฉ.กล่าว

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนที่พ.ต.ท. ทักษิณเตรียมเดินทางไปสหรัฐเพื่อชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษย ชนในไทยนั้น ตนไม่อยากวิเคราะห์ ต้องถามพ.ต.ท.ทักษิณเอง

-ปชป.ฟันธงแม้วไม่ไปสหรัฐ

นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะเดินทางไปสหรัฐว่า เชื่อว่าถึงแม้สหรัฐจะอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศได้ แต่ที่สุดแล้วพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ไป เพราะสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวในตอนนี้เป็นแค่จิตวิทยา เรียกร้องความสนใจจากคนไทยไม่ให้ลืมตนเอง และหากย้อนดูพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าทุกครั้งที่คนไทยอยู่ในช่วงเดือนแห่งความสุขกับการเฉลิมฉลอง พ.ต.ท.ทักษิณมักออกมาเคลื่อนไหวบางอย่างทุกครั้ง เช่น ไปพบประธานาธิบดีประเทศนั้นประเทศนี้ หรือไปลงทุนทำเหมืองเพชร เพื่อเรียกความสนใจตื่นเต้น เหมือนลูกอิจฉาที่ทนไม่ได้ที่ตนเองตกระกำลำบาก

"คน อย่างพ.ต.ท.ทักษิณเชื่อถือไม่ได้ ผมเชื่อว่าเขารู้ว่าถ้าไปจริงก็ต้องถูกจับ เพราะที่ผ่านมาอ้างตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วจะไปให้ข้อมูลได้อย่างไร ซึ่งมองในมุมกลับกัน หากพ.ต.ท.ทักษิณไปให้ข้อมูล เท่ากับยอมรับว่าเป็นผู้ยุยงปลุกปั่นให้คนเผาบ้านเผาเมือง ดังนั้นจึงขอท้าพนันเลี้ยงโต๊ะจีนกับคุณนพดล (ปัทมะ)ว่า ไม่มีทางที่พ.ต.ท. ทักษิณจะไปอเมริกา และขอให้พ.ต.ท.ทักษิณกรุณาอยู่ในโลกมายาของตัวเอง เพราะความจริงคือนักโทษหนีคดี ไม่ใช่นายกฯของประเทศไทยอีกแล้ว ซึ่งเป็นโลกแห่งความจริงที่พ.ต.ท. ทักษิณรับไม่ได้ใช่หรือไม่" นายบุญยอดกล่าว

-ตร.ประชุมช่วยนักโทษแดง

ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. เปิดเผยก่อนเข้าประชุมพนักงานสอบสวนว่า วันนี้จะมีการประชุมเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองช่วง เดือนเม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะสร้างความปรองดอง จึงมอบหมายให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาว่า ในบรรดาผู้ต้องหาที่ทางตำรวจและดีเอสไอได้ดำเนินคดีไป อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ ร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรืออ้างว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด รวมถึงอาจจะร่วมในกรณีที่ไม่ใช่ข้อหาร้ายแรง ในจุดนี้นายกฯ มอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และดีเอสไอ ได้พิจารณาด้วย

พล.ต.ท. วรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้หากพบว่ารายใดเข้าข่ายว่าเป็นการกระทำความผิดที่ไม่ใช่ข้อหารุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ก็มีนโยบายที่จะช่วยเหลือ ทั้งในด้านการประกันตัว ดังนั้น ตนจึงได้เชิญพนักงานสอบสวนที่เป็นเจ้าของคดีทั้งหมดมาพูดคุยกัน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงในการกระทำของผู้ต้องหาแต่ละราย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของแกนนำกลุ่มนปช. หรือบุคคลสำคัญนั้น ทางเจ้าหน้าที่คงไม่ได้พิจารณาด้วย นอก จากนี้ ในการพิจารณาความร้ายแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะมีกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 108 เป็นข้อประกอบพิจารณาในการประกันตัว ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ปฏิบัติ ทั้งนี้ ในส่วนกรณีที่ดีเอสไอแจ้งว่าภาพและข้อมูลที่นายจตุพรนำออกมาแฉ มาจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เรื่องนี้ยังไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้งต่อไป

-ตร.1พันนายคุมม็อบ10ธ.ค.

พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เปิดเผยถึงกรณีการรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะรวมตัวกันในวันที่ 10 ธ.ค. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชา ธิปไตย ว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดเจรจาต่อรอง โดยตนได้ประสานไปยังแกนนำกลุ่มเสื้อแดง เพื่อตกลงข้อระเบียบต่างๆ ในการชุมนุม ซึ่งทางด้านนายจตุพร ประสานกลับมาว่าจะเข้าไปพูดคุยกับทางผศ.เภสัชกร (หญิง) ธิดา โตจิราการ ภรรยาของน.พ.เหวง โตจิราการ ซึ่งรักษาการประธานกลุ่มนปช. เพื่อที่จะให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ส่วนในเรื่องของการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดูแลการชุมนุมของทางกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ในช่วงเย็นของวันนี้จะมีการประชุมกัน เพื่อที่จะวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้จำนวนเท่าใด ซึ่งนายจตุพรเองบอกว่า การชุมนุมคงจะไม่มีการยืดเยื้อ เหมือนกับการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่อนุญาตให้มีการตั้งเวที ใช้เครื่องขยายเสียง หากมีการฝ่าฝืนต้องดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป

ต่อมาเวลา 17.00 น. พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รอง ผบช.น. เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน สายตรวจ จราจร ตำรวจปราบจลาจล (ปจ.) เพื่อเตรียมพร้อมดูแลความเรียบร้อยของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันศุกร์ที่ 10 ธ.ค. นี้ ว่า วันนี้เป็นการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อวางแนวทางการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบก.น.6 เป็นผบ.เหตุการณ์ สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ดูแลความสงบเบื้องต้นใช้กำลัง 1,000 นาย และจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาช่วยงานตำรวจด้วย ซึ่งจากการข่าวในขณะนี้ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดความรุนแรง แต่ทางตำรวจไม่ประมาท ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยไว้รอบพื้นที่การชุมนุมทั้งหมด เพื่อป้องกันกลุ่มมือที่ 3 ที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุ ส่วนกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงคาดว่าจะเริ่มเวลา 09.00-20.00 น.

-กษิตเชื่อสหรัฐไม่ให้แม้วเข้า

นา ยกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถเดินทางไปสหรัฐได้ โดยคิดว่าคำตอบมันอยู่ในตัว พ.ต.ท. ทักษิณเข้าหลายประเทศไม่ได้ เข้าสหรัฐไม่ได้

"การชี้แจงต่อซีเอสซีอี จะพูดถึงแค่เหตุการณ์เดือนเม.ย. 2552 และพ.ค. 2553 คงไม่ได้ การละเมิดสิทธิเสรีภาพ สูญเสียชีวิตด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ การฆ่าตัดตอนในการปราบปรามยาเสพติด การลักพาตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร เหตุ การณ์ที่ตากใบและกรือเซะ มาจนถึงเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551 ในช่วงรัฐบาลสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึงเหตุการณ์ในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกษิต กล่าว

ผู้ สื่อข่าวถามว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ จะดำเนินการอย่างไร นายกษิตกล่าวว่า เราทำไปแล้ว มีนายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และมีนายนรชิต สิงหเสนี เอกอัครราชทูตประจำนครนิวยอร์ก สหประชาชาติ อยู่แล้ว และป้อนข้อมูลให้กับสถานทูตทุกประเทศอยู่แล้ว

-เปิดเนื้อหาจดหมายเชิญแม้ว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจดหมายเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปยังสหรัฐ เป็นของนายเบนจามิน แอล. การ์ดิน วุฒิสมาชิกสหรัฐ และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและความร่วมมือแห่งทวีปยุโรป หรือซีเอสซีอี จ่าหน้าถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และ แอนดรูว์ เจ. ดูร์โกวี บริษัทอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พี รอฟฟ์ กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ลงวันที่ 23 พ.ย.2553 ภายในมีเนื้อหาเรียนเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางไปแสดงความคิดเห็นด้วยวาจา เป็นเวลา 7-10 นาที เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางด้านการเมืองในไทย เนื่องในวาระการประชุม "ประเทศไทย : ประชาธิปไตย การปกครอง และสิทธิมนุษยชน" ในวันที่ 16 ธ.ค.2553 เวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เนื้อ ความระบุถึงสาเหตุของการเรียนเชิญว่า ในฐานะที่ไทยเป็นภาคีด้านความร่วมมือกับองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความ ร่วมมือในยุโรป หรือโอเอสซีอี และพัฒนาการของสถานการณ์ทางด้านการเมืองในไทย โดยเฉพาะการปราบปรามผู้ประท้วงทางด้านการเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ที่กรุงเทพฯ เป็นที่สนใจของคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ รวมทั้งเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีซี โดยกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยปัจจุบันว่า กระทำผิดในข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ในการปราบปรามดังกล่าว

"ทาง คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ จึงใคร่ขอรับฟังมุมมองของพ.ต.ท.ทักษิณต่อสถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเสรีภาพของสื่อ มวลชน และเสรีภาพในการแสดงออก ความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนวิธีการที่สหรัฐอเมริกาและองค์การนานาชาติ รวมถึงโอเอสซีอีจะเข้าไปมีบทบาทช่วยส่งเสริมสถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชน ให้ดียิ่งขึ้น และตอกย้ำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม" เนื้อหาในจดหมายระบุ


วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7315 ข่าวสดรายวัน

7 ธันวาคม 2553

WikiLeaks founder may be arrested

British police have received an international arrest warrant issued by Sweden for WikiLeaks founder Julian Assange, the BBC reported Monday, suggesting the Australian may be arrested soon.

Media reports last week suggested that police in Britain, where the elusive 39-year-old Australian is thought to be hiding, could not arrest him because the original warrant issued in Stockholm was incomplete.

The Stockholm district court had ordered on November 18 an arrest warrant for Assange for questioning on suspicions of "rape, sexual molestation and unlawful coercion'' in Sweden in August.

Swedish prosecutors issued a new international warrant on Friday. "We sent back the elements that the British police asked for,'' spokesman Karin Rosander told AFP.

The BBC said this warrant has been received by British police, fuelling speculation that Assange will be detained within days.

When contacted by AFP, Scotland Yard was unable to confirm the report.

Assange has denied the charges and his British lawyer, Mark Stephens, said Sunday that the pursuit of his client had "political motivations", referring to WikiLeaks' recent release of 250,000 secret US government documents.

Swedish prosecutors rejected this.

Assange broke cover on Friday to say in an online chat that he had boosted security after receiving death threats.

Writer: AFP News agency

6 ธันวาคม 2553

ประชาธิปัตย์เสียบปีก-สภาพคล่องล้น เพื่อไทยตั้งหลัก-ชูจุดแข็ง 'เพิ่มเงิน' 2 ขั้วหลบปัจจัยเสี่ยง-เปิดแคมเปญ 'เลือกตั้ง'


หลังผ่านพ้นมรสุม "คดียุบพรรค" อย่างสาหัสสากรรจ์ ท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คล้ายพยัคฆ์เสียบปีก

เพราะจากนี้ไป ประชาธิปัตย์และองคาพยพรัฐบาลมีปัจจัยบวก มากกว่าปัจจัยลบ

อย่างน้อยพลังในการต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ก็พุ่งสูงถึงขีดสุด

อย่าง น้อย "กลุ่มเครือข่ายอำนาจพิเศษ" ก็ต้องไว้วางใจ ค้ำบัลลังก์ให้ "อภิสิทธิ์" ได้กุมบังเหียน ประคองฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติไปอีกระยะหนึ่ง

อย่างน้อย ขบวนการตุลาการภิวัตน์ก็ต้องเกาะเกี่ยวเชื่อมคอนเน็กชั่นกับเครือข่ายอำนาจในรัฐบาลไปอีกระยะหนึ่ง

ปัจจัยบวกเฉพาะหน้า อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ครองอำนาจฝ่ามรสุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไปได้

ปัจจัย บวกที่สำคัญคือผลพวงแห่งคดี "ไม่ยุบ" ประชาธิปัตย์ ทำให้ "อภิสิทธิ์และพวก" มีต้นทุน-กำไรในการบริหาร ความเสี่ยงล่วงหน้าได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีก 1 สมัย

เหนือสิ่งอื่นใด พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค อาจไม่มีพรรคไหนกล้าขยับออกห่างพรรคประชาธิปัตย์ มีแต่ต้องผูกไมตรีทอดยาวไว้ล่วงหน้าถึงยุคหลังเลือกตั้งทั่วไปสมัยที่กำลัง จะมาถึง

แนวโน้มที่ดีที่สุด การเมืองนิ่งที่สุด อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยื้ออยู่ครบวาระ แถมด้วยบริการเสริม เป็นรัฐบาลรักษาการไปจนถึงสิ้นสมัย

ปัจจัยเสี่ยงที่เลวร้ายที่สุด สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ คือการชุมนุมของฝ่าย เสื้อแดงและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้อาจต้องสิ้นสมัย-ไปจากรัฐสภาก่อนเวลาอันควร

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ไม่อาจควบคุมได้ เมื่อ "ฝ่ายทหาร" ไม่รับปากว่า "จะไม่ปฏิวัติ หากสังคมมีความขัดแย้ง-เผชิญหน้ากัน"

งานเฉพาะหน้าในการประคองอำนาจของฝ่ายประชาธิปัตย์ จึงต้องเร่งแก้เกม-คำแค้นจากฝ่ายตรงข้าม ตอกย้ำเรื่อง "สองมาตรฐาน" ให้พ้นมลทิน

ทั้งปูชนียบุคคลของฝ่ายประชาธิปัตย์อย่าง "ชวน หลีกภัย" และผู้จัดการรัฐบาลอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" จึงต้องรับลูก "อภิสิทธิ์" ในการแก้ลำ-แก้เกม "ไม่ใช่สองมาตรฐาน"

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องตอกย้ำคำพูด "สองมาตรฐานนั้น เป็นการทำร้ายระบบของประเทศ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ มีแต่เรื่องถูกใจหรือไม่เท่านั้น"

เรื่องอุบัติเหตุทางการเมือง เป็นวาระที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมองข้าม มีการเฝ้าระวังตั้งแต่นาทีแรกที่คำพิพากษาจบลง-ต่อเนื่องไปจนถึงวัน "เหลือง-ดีเดย์" 11 ธันวาคม 2553

"ขอให้ประชาชนช่วยพูดห้ามปราม บรรดาคนที่จะออกมาก่อเหตุวุ่นวายใน บ้านเมือง เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ทำอย่างนั้นจะทำให้ประเทศและทุกคนขาดทุนด้วยกัน" สุเทพ-ออกปากด้วยตัวเอง

พร้อม ออกตัวส่งสัญญาณถึงเสื้อแดง-ฝ่ายค้าน "อย่ายอมให้ใครมาทำร้ายประเทศอีกต่อไป เพราะเสียหายมากแล้วกับการก่อเหตุความไม่สงบ การชุมนุมที่ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย มันเป็นปัญหาของ ประเทศมาสามปีแล้ว ต้องยุติได้แล้ว และจะนำประเด็นใดไปสร้างให้เกิดความวุ่นวาย มันไม่ดีทั้งนั้น"

วาระการเมืองที่รออยู่ข้างหน้าทั้งฝ่ายประชาธิปัตย์และฝ่ายเพื่อไทย จึงไม่มีวาระอะไรสำคัญ ยิ่งใหญ่ไปกว่าการ "เลือกตั้ง"

การเตรียมการทำโพล-แคมเปญเลือกตั้ง-เปิดประเด็นโชว์นโยบายใหม่ จึงเป็นภารกิจของหัวขบวน-ผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จึงเปิดเกมก่อนล่วงหน้าทั้งวาระ-เวลา-จังหวะ-เนื้อหาของนโยบายที่มีเค้าโครงหลักเป็น "สังคมสวัสดิการ"

การจัดเตรียมฐานะการเงิน-การคลังของประเทศ เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง จึงเป็นวาระเฉพาะหน้าของ "อภิสิทธิ์"

"ผม มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทย เครื่องมือทางนโยบายของรัฐรองรับปัญหาปีหน้าได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ระมัดระวังดี ในการไม่ขยับดอกเบี้ยขึ้น-ลงจนเป็นปัญหาให้สูงจนลดไม่ไหว ไม่ลดต่ำจนขยับไม่ได้ ในแง่เศรษฐกิจทั่วไป ไม่น่ากังวล แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง" นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งโครงการลงทุน การจัดสรรตาราง งบประมาณ การเปิดประมูล-เร่งทำสัญญาโครงการขนาดใหญ่ เป็นสัญญาณสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในภาวะเร่งวันเร่งคืนไปสู่วันเลือก ตั้ง

หัวข้อหาเสียง-นโยบายบรรทัดเดียว ถูกเร่งจัดทำ-จัดเตรียมลงสู่แคมเปญ "โฆษณา"

ทั้งความก้าวหน้าเรื่องภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน งบฯช่วยเหลือคนชรา เงินเพื่อการศึกษา ฯลฯ

ไม่ นับรวมนโยบายลด-แจก-แถมค่าน้ำ-ค่าไฟ ในโครงการ "ลดภาระค่าครองชีพ" ที่จะยังเป็นประชานิยม "ตัวแม่" ในการบรรจุเป็นวาระ "ฟรีถ้วนหน้า-ถาวร"

ทั้งเงินกู้-เงินสำรอง-งบฯกลาง-เงินไทยเข้มแข็ง-เงินเหลือจ่ายจากปี 2552-2553 เต็มหน้าตัก พร้อมจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

วงเงินที่ช่วยเหลือภารกิจ-ภัยน้ำท่วม ท่วมท้น-พอเพียง เกินกว่า 2 หมื่นล้าน จับจ่ายไปได้ถึงกลางปี 2554

ยัง ไม่นับรวมวงเงิน-ตัวเลขกลม ๆ ที่คณะรัฐมนตรียินยอมพร้อมใจ "อนุมัติ" ล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 5.3 หมื่นล้าน ซึ่งพร้อมปูพรมพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่สีแดง

เงินก้อนเดิม-ก้อน ใหม่ในตารางงบประมาณ ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้าน ที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้เป็น "สภาพคล่อง" อาจดึงดูด-ซื้อใจ-ส.ส.ในกระดาน การเมืองได้

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับฝ่ายรัฐบาล อยู่ในฐานะที่นายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์" คิดว่า "บริหารจัดการได้"

เฉพาะ ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมือง ฝ่ายชนะ-ได้เปรียบ-ตกผลึกว่า "การมีเลือกตั้งที่เรียบร้อย จะทำให้เงื่อนไขทางการเมือง ความขัดแย้งหลายอย่างหมดไป"

ข้อพิสูจน์เรื่อง "รัฐบาลไม่โกง แต่ก็ ไม่เก่ง" เป็นวาระที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ต้องแก้เกม-ข้ามชอตด้วยนโยบาย "ระยะยาว" ที่ว่าด้วยการ "ประกันรายได้"

เค้าโครงนโยบาย "สังคมสวัสดิการ" ถูกร่น-เร่งเปิดตัวก่อนเทศกาลปีใหม่ 2554 อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ "ขึ้นค่าแรง 10 บาท" หรือนโยบาย "ลดค่าครองชีพ" ผ่านโครงสร้างราคาก๊าซ-ราคาอาหารทุกหมวด

"คาดว่าเรื่องโครงสร้าง ราคาค่าครองชีพใหม่ เรื่องอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจนอกระบบ ค่าแรง เพิ่มรูปแบบประกันสังคม จะเป็นมาตรการที่เป็นของขวัญ ปีใหม่ให้ประชาชนได้" นายกรัฐมนตรีประกาศแคมเปญล่วงหน้า

เช่นเดียวกับแคมเปญของพรรคเพื่อไทย ที่ "ทักษิณ ชินวัตร" ชิงเปิดโผ-ข้ามโลก

ด้วยการเปิดประเด็นค่าแรง-ราคาเดียวทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน

รับลูกด้วย นายสุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย

ที่ประกาศจุดแข็งนโยบายบรรทัดเดียวล่วงหน้า อาทิ

ข้าวเปลือกเจ้า เกวียนละ 15,000 บาท, ข้าวเปลือกหอมมะลิ ก็จะเกวียนละ 20,000 บาท

ผู้ที่จบปริญญาตรีสาขาทั่วไป แรกเข้าทำงาน เดือนละ 15,000 บาท

นอกจากนี้ จะมีการประกาศราคา พืชผลการเกษตรล่วงหน้ารายตัว ทั้งมัน- ลำใย-ข้าวโพด

"นโยบาย ทั้ง 3 อันนี้ เพื่อยกระดับ รายได้ของคนไทย คือคนไทยทำอาชีพ 3 อย่าง คือเป็นลูกจ้างแรงงาน หรือไม่ก็ทำการเกษตร หรือไม่ก็ลูกจ้างเงินเดือน ทั้งราชการและเอกชน เราจึงจะยกระดับรายได้ของประชาชนทุกคนในประเทศ ซึ่งจะนำมาใช้หาเสียงตั้งแต่นี้ไปจนถึง เลือกตั้งใหญ่" นายสุชาติ-ถ่ายทอดวาระ ท้าชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 28

"สำหรับเรื่องที่ดิน เราส่งเสริมให้ประชาชนมีที่ดินเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราจะให้โฉนดทอง เราจะใช้แผนที่ 1 ต่อ 4,000

โดยใช้ระบบดาวเทียม GPS เพื่อทำโฉนดให้ประชาชน เพราะคนจนไม่มีอยู่ 2 อย่าง คือไม่มีที่ดิน และก็ไม่มีเงิน"

แคม เปญที่จะแข่งขันเข้มข้นกับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องโฉนดชุมชน คือนโยบายที่ว่าด้วย "การให้ที่ดินทำกินเป็นโฉนด และให้เงินผ่านกองทุนหมู่บ้านจำนวนมากขึ้น"

ทั้งสองพรรค สองค่าย ขับเคี่ยว เพื่อช่วงชิงไปสู่ทำเนียบรัฐบาล

อีกไม่นานเกินปี 2554 จะได้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 จะเป็นตัวแทนของฝ่ายเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์


วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4268 ประชาชาติธุรกิจ