Translate

27 กุมภาพันธ์ 2553

"ทักษิณ"โอดคตส.วางแผนปล้นเงินเจ็บปวดคำตัดสิน ไม่คิดต้องทำงานตอนแก่ วอนคนใช้สติฟังศาลพิเคราะห์

"แม้ว"ทวิตให้จับตา"คตส."ได้รางวัล 25 % จวกวางแผนปล้นเงินของครอบครัวหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานมันสมองย้ำไม่เคย โกงใคร ขอบ่นเพราะเจ็บปวดไม่คิดว่าจะต้องมาทำงานตอนแก่ วอนให้คนใช้สติฟังศาลพิเคราะห์นำความสงสัยมาลงโทษโดยไม่พิสูจน์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลา 14.00 น. ระบุว่า "ผมวอนคนที่ไม่เข้าใจผมได้โปรดมีสติพิเคราะห์คำพิพากษาให้ดีนะครับ เป็นการพิพากษาบนพื้นฐานแห่งการนำความสงสัยมาลงโทษโดยไม่พิสูจน์ ไม่มีการนับโหวต" และโพสต์ทิ้งท้ายว่า "พอก่อนครับ วันนี้ขอพักก่อน " และ "ขอไปประชุมทำมาหากินก่อนครับ ไม่นึกว่าจะต้องมาทำธุรกิจต่อตอนแก่ แต่ลู่ทางเยอะวันหลังจะเปิดแนะนำสักวันผ่าน VDO LINKครับ"

เวลา 03.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ ภายหลังศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านว่า ขอยืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่ผมและครอบครัวหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน มันสมองไม่เคยโกงดังที่ถูกกล่าวหา เมื่อปี2537แสดงบัญชีไว้กว่า60,000ล้าน สุดๆแล้วครับ การเมืองไทยและกระบวนการยุติความเป็นธรรมไทยตัวอย่างง่ายๆ กรณีบริษัทจ่ายค่าตอบแทนรัฐ25%ผ่านทศท.ซึ่งรัฐเป็นเจ้าของ100%ต่อมามีแผน จะกระจายหุ้นเพื่อให้รัฐถือหุ้นไม่ถึง100%ก็จึงเอา25%มาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือให้จ่าย ทศท.15% จ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต 10% รัฐก็ยังได้ 25% เท่าเดิมบริษัทจ่าย เท่าเดิมคือ 25% เพียงเอามาจ่ายให้รัฐ2ที่คือทศท.15%และกรมสรรพสามิต10%หาว่าผมทำให้รัฐเสีย หายก็ไม่รู้ว่าเสียหายตรงไหนและบริษัทได้ประโยชน์ตรงไหน คนจ่ายคงจ่ายเท่าเดิมเพียงรัฐแยกกระเป๋าเป็น2ใบรวมแล้วก็ได้รับเท่าเดิม ผมคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าผมทำให้รัฐเสียหายตรงไหนตั้งใจหาเรื่องกันจริงๆ


"แล้วนี่เอาเงินจากบัญชีลูกผมไปหมดโดยถือว่า เป็นส่วนราคาหุ้นที่เพิ่มตอนช่วงผมเป็นนายกฯบอกว่าหุ้นเป็นของผมไม่ใช่ของ ลูกและทำไมจะมาเรียกภาษีจากลูก ผมทำอะไรผิดเส้นร้ายแรงมากถึงขนาดยึดเงินครอบครัวที่บรรลุนิติภาวะที่กฎหมาย ถือเป็นคนละคนกันและไม่ใช่นักการเมืองถึง 46,000 ล้านบาทและจะตามภาษีอีก ต้องช่วยกันติดตามว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไป25%เป็นรางวัลคตส.ตามที่เคยออก ระเบียบไว้หรือไม่25%=11,500ล้าน ถ้าเป็นจริงแสดงว่าวางแผนปล้นไว้นานแล้ว" พ.ต.ท.ทักษิณโพสต์ข้อความ


"ที่บ่นๆมานี้เพียงอยากจะบอกว่าหัวใจทำด้วย เนื้อมีความรู้สึกเจ็บปวด แต่พร้อมลุกขึ้นสู้สู้เคียงข้างกับคนไทยที่รักประชาธิปไตยและความยุติธรรม ต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจและความเข้าใจ ขอตัวไปนอนก่อนครับพรุ่งนี้มีประชุมเช้าครับ"


มติชน

"แม้ว"ทนเจ็บปวดถูกรังแกกร้าวต้องมี"สักวัน" "นพดล"รับไม่ได้ปฏิวัติชี้ขัดกับนิติธรรมเตรียมยื่นอุทธรณ์

"นพดล"อ่านแถลงการณ์"แม้ว"โอดเจ็บปวดถูกยึดทรัพย์ ให้กำลังใจตัวเองต้องมีสักวันที่เป็นของเรา "นพดล"ลั่นเรื่องนี้ไม่จบง่ายจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไปเล็งยื่นอุทธรณ์ต่อ อาจไปถึงศาลโลกได้ ทีมทนายไม่รับการปฏิวัติไม่เป็นธรรมกับหลักนิติธรรม

"นพดล"เตรียมสู้ ศาลไม่คำนึงถึงการเติบโตของตลาดหุ้น


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แถลงว่า ตอนนี้ทีมทนายของพ.ต.ท.ทักษิณได้ศึกษาประเด็นของคำตัดสินยึดทรัพย์เมื่อวัน ที่ 26 ก.พ. โดยแนวโน้มคงจะดำเนินการแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตามกรอบกฎหมายในไทยหรือในโลกนี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันไม่ได้รับความเป็นธรรมในคำตัดสิน เพราะคำตัดสินไม่มีเหตุผลในบางเรื่อง เช่น ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวทั้งหมด หรือหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หลังจากที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ศาลไม่ได้คำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นตามการเติบโตของตลาดหรือตาม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ หุ้นราคา 100 บาท แล้วขายในปี 49 ในราคาหุ้นละ 150 บาท ศาลได้พิจารณาหรือไม่ว่ามูลค่าหุ้นที่ขึ้นตามตลาดนั้นขึ้นกี่บาทจึงไปยึด ทั้งหมด


หยิบ 5 ประเด็นถูกวินิจฉัยใช้อำนาจมิชอบสู้คดีในชั้นอุทธรณ์


"สมมติว่าทั้ง 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ให้ 30 บาท ถ้าหุ้นขึ้นเป็น 150 บาท แล้วมี 20 บาทที่ขึ้นตามตลาดหลักทรัพย์ การยึด20 บาทถือว่าชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย นอกจากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณยังเห็นว่ามาตรการทั้ง 5 ดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ สำหรับเรื่องการแปลงสัมปทานก็การใช้อำนาจโดยชอบ มีกฎหมาย คือพ.ร.ก.และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ชาติ เราจึงไม่เห็นด้วยว่า 5 มาตรการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างที่เราจะหยิบยกต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนจะต่อสู้ในเวทีใดคงจะมีความชัดเจนจากทีมทนายในไม่ช้า"นายนพดล กล่าว


นายนพดลกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความรู้สึกหรือเสียดายที่ถูกอายึดหรือถูกยึดทรัพย์ แต่ความรู้สึกของครอบครัวคือความเจ็บปวดที่ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากทุ่มเททำงานและสร้างความมั่งคงให้แก่ประเทศชาติ สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน นี้คือสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเป็นผลตอบแทน ความยุติธรรมไม่ได้วัดเป็นจำนวนเงินที่ถูกยึดไป แม้เป็นเงินจำนวน 1 บาทถ้าไม่เป็นธรรมก็คือไม่เป็นธรรม ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนเงิน แต่เป็นเรื่องของหลักการ ที่จะต้องพิสูจน์ต่อไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยโกงประเทศชาติ หรือบริหารประเทศเพื่อให้ครอบครัวได้ประโยชน์ของตนเอง


อ้างแม้วห่วง บ้านเมืองจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีประชาธิปไตย


นายนพดลกล่าวว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณฝากมา คือ พี่น้องคนที่รู้สึกโกรธ แค้น ผิดหวัง เจ็บปวด กับคำตัดสิน ไม่ต้องทำอะไรที่จะเป็นการเข้าทางรัฐบาลที่จะอ้างเหตุปราบปราม ไม่ต้องใช้ความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ห่วงตัวเองและครอบครัว แต่เป็นห่วงว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต ถ้าบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม


ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นายนพดลตอบว่ามีแนวโน้มเช่นนั้น ที่ยังไม่พูดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทีมทนายขอศึกษาคำวินิจฉัยของศาลและข้อกฎหมายต่างๆอยู่ และทีมทนายความจะแถลงการณ์ออกมาคาดว่าเป็นภายในวันที่ 28 ก.พ.หรือไม่เกิน 1-2 วันนี้


ทั้งนี้เบื้องต้นขอดำเนินการในส่วนของกระบวน การยุติธรรมภายในประเทศก่อน เพราะมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ วันนี้มีแนวโน้มที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทีมทนายความจะให้คำตอบในเรื่องนี้และจะแถลงการณ์ในทุกประเด็นคำวินิจฉัยที่ ออกมา พร้อมทำเอกสารนับแสนชุดแจกประชาชน เพื่อทำความเข้าใจให้สังคมและประชาชนได้ทราบ


ขอใช้สิทธิ์ อุทธรณ์ในประเทศก่อนไปศาลโลก


"ถ้าหากจะอุทธรณ์ช่องทางตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดช่องให้ทางเดียว คือยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน แต่ประเทศไทยเป็นภาคีต่ออนุสัญญาที่บอกว่าการตัดสินต้องมีมากกว่า 1ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จริงอยู่ที่กฎหมายปัจจุบันทำได้แค่ศาลฎีกา ถือว่าอยู่ในศาลเดียวกันอยู่ ก็ยังดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ที่ระบุว่าศาลฎีกาตัดสินแล้วถึงที่สุด แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มีกระบวนการอยู่ใน 2 ชั้น เพียงแต่อยู่ในศาลฎีกา เราจึงต้องใช้สิทธิภายในประเทศก่อน" นายนพดลกล่าว


เมื่อถามว่าความเป็นไปได้ที่จะฟ้องศาลโลก แต่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นคดีส่วนตัว ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่ข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างประเทศ นายนพดล กล่าวว่า คนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อาจไม่เข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เราได้ศึกษามาอย่างรอบคอบพอสมควร เมื่อถึงเวลาพ.ต.ท.ทักษิณและทีมทนายจะเปิดเผยว่าจะฟ้องร้องต่อศาลโลกหรือไม่ แต่ยอมรับว่าได้ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายไว้ ไม่มีอะไรน่าจะเกินจริง ขอยืนยันว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะพิจารณาด้วย


ยัน"แม้ว"ไม่ ได้จงใจแสดงบัญชีเท็จเชื่อมั่นโอนให้ลูกแล้ว


เมื่อถามว่าคำตัดสินระบุว่าต้องไปคำนวณภาษี ย้อนหลัง เพื่อจ่ายคืนในคดีความต่างๆอีกนับ 10 คดีที่ถูกฟ้องหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า เข้าใจว่าคำพิพากษาให้ไปยึดให้ครบ 46,373 ล้านบาท ถ้าเหลือจากนั้นให้ถอนอายัด ถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่ถ้ายื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อาจมีการทุเลาบังคับคดีได้ ส่วนคดีอาญาพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เพราะเชื่อมั่นโอนให้ลูกแล้ว จึงยื่นสิ่งที่เหลือ แต่เมื่อศาลตัดสินว่าการโอนไปให้ลูกไม่ใช่การโอนเหมือนกับลูกเป็นนอมินี เป็นผู้ถือหุ้นแทน ตรงนี้กระทบต่อหลักกฎหมายความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา คือ เมื่อใครก็ตามที่ต้องการทำนิติกรรมหนึ่งนิติกรรมใด เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของคู่กรณีที่จะทำสัญญานั้น โดยปกติศาลไม่น่าจะมีอำนาจไปพิพากษาหรือไปเพิกถอนนิติกรรมนั้น โดยอ้างว่าเป็นนิติกรรมอำพราง หรือเป็นการกระทำที่ไม่จริง โดยหลักประเทศที่พัฒนาแล้วจะตัดสินออกมาแบบนี้ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลตัดสินออกมา คิดว่าไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย ความเป็นธรรม และข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้จะนำหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป


เมื่อถามว่ากรมสรรพากรได้อายัดทรัพย์สินใน ส่วนที่เหลือทั้งหมดของพ.ต.ท.ทักษิณ นายนพดลกล่าวว่านายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ขมีขมันเหลือเกิน เตรียมล้างท้องพระคลังที่จะรอเงินส่วนนี้ นอกจากขมีขมันเรื่องกู้เงินแล้ว ยังรอสมหล่นอีกต่างหาก เรื่องภาษีคงต้องไปพิจารณาต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่าเวลาจะยึดหรืออายัดทรัพย์ก็บอกเป็นทรัพย์สินของพ่อ แต่พอจะเก็บภาษีก็บอกเป็นทรัพย์ของลูก ถือเป็นความเหลือมล้ำกันอยู่ ทีมทนายความจะพิจารณาต่อไป ซึ่งเราเป็นฝ่ายที่บริสุทธิ์ใจ แต่ใครจะไปหาเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือหาช่องอะไรในคำพิพากษา แต่ยื่นยันว่าครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณสุจริต รวยแล้วเลยมาเล่นการเมืองเพื่อทำงานให้ประเทศชาติ ส่วนคนอื่นจะใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาอย่างไรต้องรอดู แต่ทีมทนายพร้อมต่อสู้และปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว


ทีมทนายไม่ รับการปฏิวัติไม่เป็นธรรมกับหลักนิติธรรม


นายนพดลกล่าว่า การตัดสินคดีระบบศาลไทยใช้เสียข้างมากเป็นหลัก แต่ไม่รู้ว่าเสียงที่ตัดสินเป็นอย่างไร อย่างน้อยประชาชนควรได้ทราบว่าเสียงข้างมากข้างน้อยมีเท่าไหร่ แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถไปเพิกถอนคำพิพากษาได้ ถ้าคำตัดสินออกมา 5 ต่อ 4 ก็จะต่างจาก 8 ต่อ 1


เมื่อถามว่านำประเด็นการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ไปฟ้องศาลโลกหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ทุกอย่างร้อยเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้น ในข้อต่อสู้ของทีมทนายความไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับการแต่งตั้ง คตส. ถือว่าไม่เป็นธรรมกับหลักนิติธรรม หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อทางนิติธรรมต้นน้ำไม่ชอบ สิ่งที่มาปลายน้ำก็ไม่ชอบ ความยุติธรรมต้องการเกิดขึ้น เช่น แต่งตั้งนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส. ที่เคยออกหนังสือโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณมาตัดสินคดี ก็ต้องตัดสินในทางตรงกันข้ามอยู่แล้ว คงไม่ตัดสินเป็นบวกต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นายแก้วสรรมีความชัดเจนเป็นปฏิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เป็นธรรม เราจะต่อสู้ในทุกคดี ที่ไม่ใช่คดีปกติ แต่มีกลิ่นอายทางการเมืองอยู่มากที่เกิดขึ้นหลังยึดอำนาจ และผู้ยึดอำนาจกระเหี้ยนกระหือรือที่จะยึดอำนาจจึงทำการยึดทรัพย์และอายัด ทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ


"นพดล"ลั่น เรื่องนี้ไม่จบง่ายจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป


"เรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรื่องสั้น แต่เป็นละครชีวิตยาว และยังไม่จบ ดังคำภาษอังกฤษที่ว่า it not over until it over คือ มันยังไม่จบจนกว่ามันจะจบ วันนี้มันยังไม่จบ เพราะความยุติธรรมยังไม่ได้รับ จึงต้องแสวงหาต่อไป" นายนภดลกล่าวและว่าทีมทนายความได้มีการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. เพื่อสรุปประเด็นต่างๆ และจะเตรียมแถลงถึงการต่อสู้ทางกฎหมายภายใน 1-2 วันนี้ เมื่อถามว่าเป็นไปได้ที่จะถอดถอนองค์คณะ 9 ท่าน นายนภดลตอบว่าขณะนี้ทีมทนายความยังไม่ได้เตรียมถึงขั้นนั้น ต้องให้ทีมทนายความไปศึกษาก่อนว่าจะสามารถถอดถอนในช่วงทางใดได้ เพราะหากมีการถอดถอนจะต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม


"แม้ว"โอดถูก ข่มเหงรังแกจนยากที่จะทานทน


นายนพดล ได้อ่านคำแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกรณีศาลฏีกามีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาทว่า ผมรู้สึกเสียใจและผิดหวังที่ศาลฏีกาได้ตัดสินและสั่งยึดทรัพย์ครอบครัวของผม ว่าสี่หมื่นล้านบาทเมื่อวานนี้ ผมและครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม และไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน เพราะเป็นคำตัดสินที่มิชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริง ทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้น ผมและครอบครัวได้ทำมาหากินด้วยน้ำพัก น้ำแรง และร่ำรวยมาก่อนเป็นนักการเมือง ยิ่งกว่านั้นทรัพย์สินที่ถูกยึดก็เป็นของลูกและครอบครัวที่ผมได้โอนไปให้ ก่อนผมมาเป็นนักการเมือง และตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทุ่มเททำงานเพื่อชาติ ผมไม่เคยทำสิ่งใดที่เอื้อประโยชน์ให้ครอบครัว ผมไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ ราคาหุ้นนั้นสูงขึ้นเป็นปกติตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ และตามการขยายตัวของตลาดหุ้นเกือบทุกวันในตลาดหลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้นทั้ง สิ้น ผมรู้สึกคล้ายกับว่าครอบครัวของผมถูกปล้นทรัพย์ และถูกข่มเหงรังแกจนยากที่จะทานทนต่อไปได้


เมื่อวานนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่พี่น้อง ชาวไทย และชาวโลกจะต้องจดจำไปอีกนาน การอายัดทรัพย์ของคตส.เป็นความพยายามทำลายล้างผมอย่างไม่ลดละของฝ่ายอำมาตย์ เริ่มตั้งแต่ลอบสังหาร ยึดอำนาจ ทำลายครอบครัว และอายัดทรัพย์ ผมไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมไม่ท้อถอยและผมไม่ยอมแพ้ ผมจะแสวงหาความเป็นธรรมในทุกช่องทาง และทุกโอกาสที่ผมสามารถกระทำได้


ผมไม่เคยคิดว่าการเข่นฆ่ากันทางการเมืองจะมี ผลรุนแรงตามมามากมายขนาดนี้ ผมรู้สึกเจ็บปวด เพราะผมสงสารครอบครัว และลูกที่ถูกรังแก เก็นที่ต้องมารับกรรมที่ผม และพวกเราไม่ได้ก่อไว้ ผมรักครอบครัวของผมเหมือนคนไทยทั่วไป


การยึดทรัพย์และสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม และครอบครัว คือความอยุติธรรมอย่างยิ่ง พี่น้องที่รักและเห็นใจผม และผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายย่อมรู้สึกสะเทือนใจ ไม่พอใจ หรือแม้แต่โกรธแค้นแทนผมและครอบครัว ผมขอวิงวอนให้พี่น้องประชาชนใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่ใช่ความรุนแรงใด ๆที่อาจนำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติ หรือเป็นเหตุให้รัฐบาลใช้มาทำลายการต่อสู้ของประชาชน


"แม้ว"ให้ กำลังใจพลพรรคสักวันต้องเป็นวันของเรา


ผมขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนผู้รัก ประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรมทั้งหลายว่า แม้จะเกิดความอยุติธรรมอย่างร้ายแรงกับผมและครอบครัวก็ตาม ขอให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรให้ แก่ผมและครอบครัว หรือต่อสู้เพื่อผมและครอบครัว แต่ขอให้ช่วยกันคิดว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับ ประเทศอันเป็นที่รักของเรา จึงขอให้ช่วยกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย และเกิดความยุติธรรมให้ได้ และนี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


ผมขอกราบขอบคุณกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและครอบ ครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากในขณะนี้ เมื่อวานนี้อาจจะไม่ใช่วันของผม แต่ผมจะต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรมตามแนวทางสันติ เพื่อคนไทยและประเทศไทยของเรา วันนั้นจะมาถึงในไม่ช้าและจะเป็นวันของพวกเราทุกคน

*มติชน

24 กุมภาพันธ์ 2553

มุมมองต่อคดียึดทรัพย์ ของ"พงศ์เทพ เทพกาญจนา"




นาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เผยยังไม่เห็นความผิดตามที่ คตส.ร้องขอต่อศาลฏีกาฯให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
Content by VoiceTV

เลขาฯศาลยุติธรรมป้อง"สำราญ รอดเพชร"ไม่ได้หมิ่นศาล


 เลขาศาล

เลขาฯศาลยุติธรรม ปกป้อง "สำราญ รอดเพชร" โฆษก กมม. ชี้เผยข้อมูลสินบนไม่ได้หมิ่นศาล แค่เป็นห่วงจึงเปิดเผย

นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า มีการให้สินบนองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า การกระทำของนายสำราญ คงไม่ใช่การหมิ่นประมาท เพียงแต่ได้ข่าวมาแล้วเกิดความเป็นห่วง จึงนำเรื่องนี้มาเปิดเผย ซึ่งหากมีหลักฐานเพียงพอที่ดำเนินการได้ ขอให้นายสำราญนำมามอบให้ศาล ทั้งนี้ นายวิรัช ชี้แจงว่า ข่าวที่ออกมาไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะศาลคาดแล้วว่าต้องมีการกระทำเพื่อกดดันให้ศาลมีความหวั่นไหว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการทำร้ายและข่าวการระเบิด

พร้อมกันนี้ นายวิรัชได้ปฏิเสธกระแสข่าวว่ามีการเก็บตัวองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน โดยชี้แจงว่า ผู้พิพากษามีอิสระ หากมีการเก็บตัวเกรงจะกลายเป็นว่า องค์คณะกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ อย่างไรก็ตาม หากผู้พิพากษาท่านใดต้องการใช้สถานที่อื่น นอกเหนือจากที่บ้านเพื่อทำงาน ศาลพร้อมดำเนินการจัดให้ ซึ่งขณะนี้มีผู้พิพากษาติดต่อมาแล้ว 2 ท่าน โดยให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะต้องการสมาธิในการทำงานมากกว่า

ส่วนกรณีที่กลุ่มแดงสยามจะตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณท้องสนามหลวง ในวันที่มีการพิจารณาคดีนั้น นายวิรัช กล่าวว่า คงเป็นรูปแบบหนึ่งของการกดดันศาล ซึ่งความจริงแล้ว สามารถปราศรัยได้ หากไม่ส่งเสียงรบกวนการทำหน้าที่ของศาล ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดศาล นอกจากนี้ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ประชาชนสามารถมาฟังคำพิพากษาได้ แต่ขอความร่วมมือว่าให้อยู่ในความเรียบร้อยเพื่อให้การพิจารณาคดีผ่านไปด้วย ความเรียบร้อย ทั้งนี้ ในการอ่านคำพิพากษาจะมีการถ่ายทอดสดเฉพาะเสียงขณะอ่านเท่านั้น หลังจากนั้น หาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีหลักฐานเพิ่มเติม สามารถทบทวนคำพิพากษาได้

Content by VoiceTV






*www.voicetv.co.th

คำแถลงจาตุรนต์ ฉายแสง กรณีคดียึดทรัพย์ทักษิณ

ศาลชี้"สำราญ"ส่อละเมิดอำนาจปูดสินบน "จาตุรนต์"เสี้ยมหมิ่นชัด แนะแดงอย่ารีบเคลื่อนไหวหวั่นบานปลาย

ผู้พิพากษาเผย"สำราญ"อ้างสินบนคดียึดทรัพย์"แม้ว" ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล "จาตุรนต์"ชี้หมิ่นศาลชัดเจน แนะเสื้อแดงตั้งหลักอย่าผลีผลามหวั่นตกเป็นเครื่องมือ "ยิ่งลักษณ์"ยัน26ก.พ.ไม่ไปนอก

ชี้"สำราญ"ส่อ เข้าข่ายละเมิดศาล


กรณีที่นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ออกมาระบุมีกระแสข่าวลือการเสนอสินบนผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นองค์คณะพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ว่า ก่อนหน้านี้เคยวิ่งเต้นเสนอเงิน 200 ล้านบาท แต่ไม่ได้ผลจนต้องเพิ่มวงเงินเป็นคนละ 1,000 ล้านบาท และได้เสียงผู้พิพากษาแล้ว 4 คนนั้น


แหล่งข่าวผู้พิพากษาระดับสูง เปิดเผยว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 32 (2) ถ้าสื่อสิ่งพิมพ์กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดี เช่น รายงานกระบวนการพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง และวิภาคโดยไม่เป็นธรรม แม้ว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หากศาลเห็นว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลสามารถเรียกมาสอบถามได้


แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ สุ่มเสี่ยงผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากศาลเห็นว่าเข้าข่ายความผิดมาตรานี้ สามารถมอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนได้

"อ๋อย"ชี้ข่าว สินบนหมิ่นศาลชัด


ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) แถลงว่า เป็นห่วงว่าถ้าการตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม อาจกลายเหตุสำคัญของความแตกแยกในสังคม เนื่องจากผู้คนจำนวนมากอาจไม่หวังพึ่งระบบและกฎหมายแต่หาทางออกโดยวิธีอื่น แทน ส่วนที่นายสำราญระบุว่ามีความพยายามติดสินบนผู้พิพาษานั้นเป็นการพูดหมิ่น ศาลอย่างชัดเจน แต่น่าแปลกว่ายังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ เท่ากับว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพูดแบบนี้เพื่อกดดันศาล


"ขณะนี้จะยึดทรัพย์หรือไม่ และ พ.ต.ท.ทักษิณจะทำอะไรต่อไป ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดของสังคม แต่อยู่ที่คำตัดสินจะยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นหลังการตัดสินคดีนี้คือประเด็นที่สำคัญที่สุด" นายจาตุรนต์กล่าว


แนะเสื้อ แดงอย่ารีบเคลื่อนไหว


นายจาตุรนต์กล่าวว่า ถ้าให้ตนแนะนำกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ยังไม่ควรเคลื่อนไหวชุมนุมเร็วเกินไป เพราะมีจุดอ่อนคือจะมีคนที่โกรธแค้นและควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อาจขว้างปาสิ่ง ของเกิดเป็นความรุนแรงขึ้น จนอาจบานปลายและถูกสร้างสถานการณ์ทำเกิดเป็นความรุนแรงที่ใหญ่โตขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะเตรียมแผนไว้หมดแล้วที่จะขยายความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และจะเป็นผลเสียต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมต่อไป


"ดังนั้น ควรจะมาตั้งหลักกันและใช้ระยะเวลาหนึ่งทำความใจกับเรื่องนี้ว่าเกิดความ ยุติธรรมขึ้นหรือไม่ เมื่อตั้งหลักได้ดีสังคมมีความเข้าใจ เกิดความเห็นใจและเห็นปัญหาความไม่ยุติธรรมแล้ว การเคลื่อนไหวที่จะมีต่อไปควรเป็นการเคลื่อนไหวที่ใช้สันติวิธี มุ่งไปที่การทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและเกิดความยุติธรรมแทนที่จะเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยผมจะเสนอแนวทางนี้ต่อแกนนำคนเสื้อแดงให้พิจารณา" นายจตุรนต์กล่าว


"น้องแม้ว "ยัน26ก.พ.ไม่ไปนอก


วันเดียวกัน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวผลประกอบการบริษัท ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ลาดพร้าว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซีฯ ร่วมแถลงข่าวด้วย ปรากฏว่านักข่าวให้ความสนใจเรื่องคดียึดทรัพย์ โดยสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า จะติดตามข่าวเรื่องนี้ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่เมืองไทย และไม่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เอสซีฯ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว


ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรกับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "รู้สึกมา 3 ปีแล้ว หวังว่าวันที่ 26 กุมภาพันธ์จะได้รับความเป็นธรรม ฟังข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย และช่วงนี้จิตใจต้องเข้มแข็ง

*มติชน

22 กุมภาพันธ์ 2553

สงครามกลางเมือง – ความแตกแยกของคนในชาติ – ฉากทัศน์แห่งความรุนแรงที่ไม่อยากให้ไปถึง

โดยพันเอก ดร. ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการกองศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย

1. กล่าวนำ
ปัญหาการวางระเบิดในที่ต่างๆ ปัญหาการคุกคามนายกรัฐมนตรีและตุลาการ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีความรุนแรงอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาในอีกหลายๆ บริเวณ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันถ้าได้มีโอกาสติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นของประเทศ นั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ ก็คงมีความคิดที่คลายๆ กันคือ ความกังวลในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรง ยากที่จะควบคุม และที่สำคัญคือ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เมื่อสถานการณ์เหล่านั้นมาถึง ทำให้ปัจจุบันมีผู้พยายามที่จะวาดภาพสถานการณ์ที่คาดว่า หรือ อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งมวลได้เห็นภาพ ตระหนัก และเตรียมการณ์ที่จะเผชิญกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งก็คงไม่ต่างกันที่บทความนี้จะนำเสนอภาพหรือที่เรียกว่า ฉากทัศน์ (Scenario) ที่สามารถกล่าวได้ว่าน่าจะสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่ประเทศไทยมีโอกาสประสบ หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เตรียมการไว้และเมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงจริงๆ คงเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา และจะร่วมกันควบคุมและยุติเหตุดังกล่าวได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้คงเป็นสิ่งที่ฝากสังคมไว้ให้ช่วยกันพิจารณาและร่วมกันหาแนวทาง ป้องกันแก้ไข

2. สถานการณ์โดยรวม
ความต่อเนื่องของสถานการณ์ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา เป็นสิ่งที่ก่อตัวมาระยะหนึ่งและสะสมสลับซับซ้อนยากที่จะสามารถตอบได้ว่าราก ของปัญหาจริงๆ จะเกิดขึ้นมาจากเหตุใดเหตุหนึ่งเหตุเดียว ทำให้การหาแนวทางแก้ไขเป็นเรื่องยากที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง ความจริงแล้วการมองปัญหาต่างๆ ที่เกิดนั้นหากเข้าใจธรรมชาติของปัญหาแล้วจะพบว่า ความวุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดมาจากปัญหาของชนชั้นนำที่มีความขัดแย้งกันเองจนนำ ไปสู่การระดมมวลชนเพื่อสนับสนุนกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง

2.1 รากของปัญหา ความจริงแล้วปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาของชนชั้นนำในสังคม เพราะหากพิจารณาแล้วจะพบว่าปัญหาภาพรวมของประเทศนั้นโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้อง กับ ปัญหาทางการเมือง ปัญหาตัวเลข GDP ปัญหาในตลาดทุน การลงทุนจากบรรษัทใหญ่ข้ามชาติ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ตนเอง และ อื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งปัญหาเหล่านี้กลับกลายเป็น ชนชั้นนำในสังคมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ในขณะที่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่เหลือของประเทศจะกลายเป็น ปัญหาปากท้อง ปัญหาความไม่เท่าเทียมต่างๆ ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาเรียกร้อง

สิทธิต่างๆ และ ปัญหาอื่นๆ กลับได้รับการดูแลให้ความสนใจในระดับที่ต่ำหรือน้อยมาก ซึ่งหากจะใช้กฏของพาเรโต หรือ กฏ 80/20 มาอธิบายแล้ว จะสามารถกล่าวได้ว่า ชนชั้นนำในสังคมมีประมาณร้อยละ 20 หรือน้อยกว่า โดยชนชั้นนำนี้จะประกอบไปด้วย กลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มก้าวหน้า และที่เหลือจะเป็นประชาชนส่วนใหญที่ประกอบไปด้วย ชนชั้นกลางและชนชั้นระดับรากแก้ว ที่มีประมาณร้อยละ 80 หรือมากกว่า ดังนั้นสัดส่วนของประชากรกับผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน ชน ชั้นนำมีสัดส่วนร้อยละ 20 แต่ก่อให้เกิดผลกระทบ ร้อยละ 80 ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 80 ของประเทศกลับก่อให้เกิดผลกระทบแค่ ร้อยละ 20 ดังแสดงในภาพที่ 1 ฉะนั้นเมื่อชนชั้นนำขัดแย้งกันเอง แย่งชิงอำนาจกัน การจะชนะอีกฝ่ายได้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำประชาชนส่วนใหญ่ที่เหลือเข้า มาร่วมในความขัดแย้งด้วย ปัญหาทั้งหมดจึงได้ทวีความรุนแรงและยากที่จะยุติ



ภาพที่ 1 ประชากรกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแต่ละกลุ่ม

2.2 แนวคิดในการดำเนินการ ในช่วงที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงภายหลังจากสงครามเย็นยุติลง พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัตน์ ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย และที่สำคัญกองทัพไทยที่ได้ลดบทบาทที่สัมพันธ์ทางการเมืองลง กลับไปเป็นทหารอาชีพกันมาก จนกระทั้งการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 ที่ผ่านมาทิศทางของกองทัพก็เริ่มกลับเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง และทวีบทบาทมากขึ้นหลังจากได้มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องจัดการกระบวนการทางการบ ริหาร และที่สำคัญการกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองของทหารในครั้งนี้ถึงแม้จะช่วย สร้างเสถียรภาพของประเทศให้มีได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาสลับซับซ้อนที่มีอยู่ ทำให้ยังคงเกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ ประกอบกับนวัตกรรมทางการสื่อสารและเทคโนยีสารสนเทศ ทำให้ความสามารถในการสื่อสารโดยตรงระหว่างประชาชนเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีรูปแบบที่หลากหลาย กลุ่มชนชั้นนำที่เสียประโยชน์จึงได้ใช้ช่องทางการสื่อสารนี้เองในการทำการ สื่อสารทางการเมืองกับประชาชน และนำไปสู่ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนาน

ปัจจุบันหากจะวิเคราะห์ถึงแนวทางในการดำเนินการของกลุ่มแต่ละกลุ่มสามารถ อธิบายได้โดยตารางที่ 1 และภาพที่ 2 ที่แสดงให้เห็นถึง เป้าหมาย เครื่องมือ และวิธีการ โดยทั้งสองกลุ่มทุน (ชนชั้นนำ – อนุรักษ์นิยม และ ก้าวหน้า) แต่ละฝ่ายต่างต้องการที่จะเข้าสู่การมีอำนาจทางการปกครองของฝ่ายบริหารของ ประเทศ นั่นคือการเป็นรัฐบาล เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการอนุมัตินโยบายสาธารณะ โครงการ และ กิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งทำการแบ่งปันจัดสรรงบประมาณแผ่นดินต่างๆ ตามลงไปกับนโยบายสาธารณะ โครงการ และ กิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งแต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการในการดำเนินการและเครื่องมือที่ตนมี เป็นแนวทางในการดำเนินการไปสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจตามที่ต้องการแล้ว กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จะใช้อำนาจในการจัดสรร จัดการ แจกจ่าย ผลประโยชน์กัน โดยอาศัยอำนาจเป็นสิ่งคุ้มครองและความชอบธรรมที่คอยป้องกันให้กลุ่มของตนให้ ได้รับประโยชน์ตามที่ต้องการ



ตารางที่ 1 แสดงถึงความขัดแย้งของกลุ่มทุนในชนชั้นนำ

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันความขัดแย้งจะยังคงอยู่ในสถานะที่ ชนชั้นกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) เป็นฝ่ายที่ครองอำนาจรัฐ และกลุ่มทุนใหม่ (ก้าวหน้า) เป็นฝ่ายที่เข้ามาท้าทายและพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจคืนหลังจากที่เสีย ไปในครั้งก่อน โดยการรัฐประหารของฝ่ายทหาร ดังนั้นกลุ่มทุนเก่าซึ่งมีอำนาจทางการบริหาร ก็จะใช้อำนาจที่ตนมีสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล โดยใช้ชุดความคิดเรื่องของ รัฐชาติ (Nation State) ที่มีสถาบันหลักของชาติเป็นจุดศูนย์กลางของชุดความคิดนี้ โดยใช้งานผ่านสื่อกระแสหลักซึ่งเป็นสื่อของรัฐ และมีการผสมผสานสื่อใหม่ๆ อย่างเช่น อินเตอร์เน็ตด้วยในบางครั้ง



ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดในการดำเนินการของกลุ่มทุนเก่าและใหม่

ในขณะที่กลุ่มทุนใหม่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร ทำให้การได้มาซึ่งอำนาจสามารถกระทำได้ 2 แนวทางคือ 1) การลงแข่งขันเลือกตั้ง และ 2) การล้มล้างรัฐบาลโดยการก่อความไม่สงบ แต่การที่จะรอให้ถึงการเลือกตั้งใหม่อาจจะเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนใหม่เตรียม ความความพร้อมไว้ แต่ไม่รอและเร่งให้เกิดแนวทางที่ 2 เพื่อเป็นเพราะถ้ารอนานวันอาจมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามคือกลุ่มทุนเก่า จะได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความนิยมน้อยลง ที่สำคัญนโยบายประชานิยมถูกหยิบยกมากำหนดเป็นนโยบายสาธารณะกันทั้งสองฝ่าย การใช้เงินในการดำเนินการมีแนวโน้มที่จะใช้ปริมาณเงินที่สูงขึ้น ประกอบกับการเลือกแนวทางที่ 2 หากกระทำสำเร็จจะเป็นโอกาสที่กลุ่มทุนใหม่จะถือโอกาสดำเนินการต่อกลุ่มทุน เก่าอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นหากกลุ่มทุนใหม่เลือกแนวทางที่ 2 การเร่งให้เกิดความรุนแรงเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนย้ายประชาชน จะเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนใหม่ต้องอาศัย เงื่อนไขตามตารางเวลาต่างๆ เช่น กรณีการยึดทรัพย์อดีตนายกฯ หรือ การยุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

ดังนั้นกลุ่มทุนใหม่จึงขับเคลื่อนโดยการใช้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นฐานอำนาจใน การขับเคลื่อน แต่การที่จะขับเคลื่อนไปได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ต้องใช้ชุดความคิดที่เป็นศูนย์กลางในการย้ายข้างประชาชน คือการย้ายชุดความคิดจากมุมองทางรัฐชาติ (Nation State) ที่มีสถาบันหลักของชาติเป็นจุดศูนย์กลางของชุดความคิดกลุ่มทุนเก่า เปลี่ยนมาเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง อย่างประชาธิปไตยเพราะมีความสอดคล้องกับกระแส โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนวิธีการที่ใช้เนื่องจากเป็นกลุ่มทุนที่มีความก้าวหน้า ทำให้กระบวนการในการยอมรับเทคโนโลยีไม่มีอุปสรรค สื่อใหม่ๆ อย่างเช่นแนวคิดในเรื่องของ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network Online) ที่ใช้ Twitter, Facebook, Webboard, และเวบไซต์ต่าง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดชุดความคิดเรื่องอุดมการณ์ทางการ เมืองอย่างผสมผสานกับสื่อกระแสหลัก อย่างโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ และที่สำคัญประชาชนได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเคลื่อนไหวต่างๆ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขต่างๆ จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจาณาเพื่อใช้เป็นการกำหนดตารางเวลาในการขับเคลื่อน มวลชนในอนาคต

3. การวาดภาพฉากทัศน์
การสร้างภาพฉากทัศน์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการประเมิน ประมวลสถานการณ์และบริบทต่างๆ ประกอบกันและต้องผ่านการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การประมาณสถานการณ์และคาด การณ์ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอนาคต ประโยชน์ของการวาดภาพฉากทัศน์จะมีส่วนช่วยเหลือในการหาทางออกให้กับสังคมไทย ในกรณีของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าเหตุการณ์จริงไปถึงสถานการณ์ที่ได้วาดภาพฉากทัศน์ไว้ก่อนล่วงหน้า

3.1 กำหนดสมมุติฐานร่วม ข้อตกลงบื้องต้นของการวาดภาพฉากทัศน์นี้ สามารถกำหนดได้ดังนี้
3.1.1 ฉากทัศน์ที่วาดขึ้นเป็นเหตุการณ์สมมุติไม่ใช่เหตุการณ์จริง
3.1.2 ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นจุดศูนย์กลางหลักของอำนาจ มีศาลากลางจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นตัวแทนของศูนย์กลางหลักของอำนาจที่กระจาย อยู่ในแต่ละพื้นที่
3.1.4 ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอกโดยเฉพาะรัฐชาติอื่นๆ (ไม่นับบุคคลไทยที่อยู่นอกประเทศ)
3.1.5 ไม่มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในฉับพลันต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดในปัจจุบัน เช่น การยอมรับเงื่อนไขเจรจาจากทุกฝ่ายเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

3.2 ลำดับขั้นของฉากทัศน์ การวาดภาพฉากทัศน์ในบทความนี้ เป็นการวาดภาพในมุมมองที่เกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 7 ขั้น ดังภาพที่ 3 รายละเอียดดังต่อไปนี้



ภาพที่ 3 ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดของประเทศไทย

3.2.1 สถานการณ์ขั้นที่ 1 เปิดฉากด้วยการลวง : การเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งปรากฏ แต่เป็นสิ่งที่ก่อตัวและเกิดขึ้นมานานหากแต่ยังไม่มีข้อยุติ การขับเคลื่อนเพื่อให้ได้ชัยชนะของกลุ่มทุนใหม่นั้นมีกรอบเวลาเหลือไม่มาก นัก เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักหากจะ เปิดสถานการณ์ด้วยความรุนแรง อาจจะทำให้เกิดการต่อต้านจากสังคม ดังนั้นการสื่อสารกับสังคมให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนใหม่ไม่มีความ เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าแตกแยกกันเองแต่มีปรากฏว่าบุคคลที่แตกแยกกันขึ้นเวทีปราศัย เดียวกัน นอกจากนี้ยังสร้างความเคยชินในการเคลื่อนย้ายมวลชนที่ไม่ก่อให้เกิดความ รุนแรง เช่น การเคลื่อนย้ายมวลชนไปรวมกันหน้าหน่วยงานของกองทัพและส่วนราชการหลายแห่ง พอรวบรวมมวลชนแล้วแสดงพลังเสร็จเรียบร้อยแล้วยุติการชุมนุม การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ได้รับการต่อต้านจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ถูกสร้างให้เป็นความเคยชิน ทำให้ไม่ได้รับความใส่ใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก

3.2.2 สถานการณ์ขั้นที่ 2 ขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไข : การขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวมวลชนจากกลุ่มทุนใหม่ นั้นจะขับเคลื่อนโดยการใช้เงื่อนไขที่สำคัญๆ ดังนี้ 1) การยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี 2) การยุบพรรคประชาธิปัตย์ และ 3) การมีหลายมาตรฐานที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกใช้เป็นประเด็นในสื่อสารระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง และชนชั้นรากแก้ว และยังสามารถใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเงื่อนไขในการกำหนด วัน ว.เวลา น. (ศัพท์ทางทหารหมายถึง วันและเวลาที่ใช้เริ่มปฏิบัติการทางทหาร) ในการเคลื่อนย้ายมวลชนให้สอดคล้องระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งคาดว่าจะมีมวลชน 2 ระลอก ได้แก่ 1) มวลชนระลอกแรกที่เคลื่อนออกมาก่อน และ 2) มวลชนสมทบที่ตามออกมาหลังจากระลอกแรกประสบความสำเร็จในขั้นที่ 3 คือยั่วยุด้วยความรุนแรง

3.2.3 สถานการณ์ขั้นที่ 3 จุดฉนวนด้วยความรุนแรง : สถานการณ์ขั้นนี้จะเกิดขึ้นหลังจากใช้เงื่อนไขต่างๆ ในการกำหนดวันเวลาในการเคลื่อนย้ายแล้ว กลุ่มทุนใหม่มีแนวโน้มที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ซึ่งหากการยั่วยุประสบความสำเร็จจะส่งผลให้สถานการณ์เคลื่อนไปในขั้นที่ 4 ต่อไป โดยการยั่วยุที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะคือ 1) การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าที่ของรัฐที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยกับมวลชน ระลอกแรก ในความเป็นไปได้นี้จะสัมฤทธิ์ผลโดยเร็วหากเจ้าหน้าที่ที่ออกมารักษาความสงบ เรียบร้อยถูกสั่งให้ออกมาพร้อมกับอาวุธปืน ในลักษณะเดียวกันกับเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อ 13 เม.ย.52 ที่ผ่านมา เพราะจะมีผู้สร้างสถานการณ์กับมวลชนระลอกแรกโดยกลุ่มที่นิยมความรุนแรงทำการ การยิงเข้าสู่มวลชน ซึ่งหาเกิดลักษณะนี้จริงจะส่งผลให้การขับเคลื่อนมวลชนระลอก 2 ออกมาสมทบได้โดยง่าย ส่วนความเป็นไปได้ในแนวทางที่ 2) สถานการณ์ก่อนเคลื่อนย้ายมวลชนหรือระหว่างเคลื่อนย้ายมวลชนมีทิศทางจะเกิด ความรุนแรงขึ้น กองทัพได้ตัดสินใจทำการปฏิวัติก่อนเพื่อควบคุมสถานการณ์ หากเป็นไปตามความเป็นไปได้นี้จะส่งผลให้เกิดการระดมมวลชนออกมาสมทบระลอกแรก อย่างง่ายดาย เพราะเหตุการณ์มีบริบทไม่เหมือนกับการทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 ซึ่งความเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทางจะส่งผลให้เกิด สถานการณ์ในขั้นที่ 4 คือ ขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน

3.2.4 สถานการณ์ขั้นที่ 4 ขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน : เมื่อความรุนแรงได้เกิดขึ้นตามสถานการณ์ขั้นที่ 3 คือยั่วยุด้วยความรุนแรงประสบความสำเร็จ สถานการณ์ต่อมาคือ การขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน ความเป็นไปได้ในสถานการณ์นี้คือ การระดมมวลชนในระลอกสมทบ ซึ่งกลุ่มที่นิยมความรุนแรงจะแฝงตัวเข้ามากับมวลชนระลอกสมทบ เพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนเจาะหรือเริ่มเปิดสถานการณ์เมื่อสถานการณ์ไปถึงใน ระดับที่จะแตกหัก โดยเป้าหมายของการระดมมวลชนนั้นจะเคลื่อนเข้าปิดล้อมพื้นที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด และ สถานที่ที่เป็นสัญญาลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจ สถานการณ์ในขั้นนี้จะประสบความสำเร็จถ้าสามารถระดมมวลชนระลอกสมทบมาได้จำนวน มาก แล้วเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเคลื่อนเข้ารักษาพื้นที่สำคัญ

3.2.5 สถานการณ์ขั้นที่ 5 เปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนขั้ว : สถานการณ์ในขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญอีกขั้นหนึ่ง เพราะมีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1) เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยปฏิบัติตามคำสั่งของกลุ่มทุนเก่าอย่าง เคร่งครัดทำให้มีความเสี่ยงที่จะปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ กับ มวลชน ซึ่งการปะทะกันครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนเพียงแต่จะสูญเสียมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับคำสั่งผู้บังคับบัญชาในแต่ ละระดับ และจำนวนมวลชนในระลอกสมทบ และถ้ามีมวลชนระลอกสมทบจำนวนมากเข้าร่วมและผสมผสานกับกลุ่มนิยมความรุนแรง ที่อาจะมีการติดอาวุธจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเข้าปลดอาวุธเจ้าที่ฯ สถานการณ์ก็จะขยับเข้าสู่ขั้นต่อไป ส่วนความเป็นไปได้ของแนวทางที่ 2 คือ 2) เจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เปิดทางให้มวลชนระลอกสมทบเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปยึดสถานที่สำคัญ ในแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ฯ อาจจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับมวลชน ก็ได้แต่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมสถานการณ์จะขยับเข้าสู่ขั้นต่อไป เพราะขั้วอำนาจหนึ่ง (กองทัพในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย) เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ เปิดทางให้มวลชน หรือ เข้าร่วมมวลชล หรือ พ่ายแพ้มวลชน

3.2.6 สถานการณ์ขั้นที่ 6 สิ้นสุดด้วยการยอมจำนน : สถานการณ์ในขั้นนี้มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1) รัฐบาลลาออก ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ขยับไปสู่สถานการณ์ขั้นต่อไปทันที สำหรับแนวทางที่ 2 คือ 2) รัฐบาลไม่ลาออก ในสถานการณ์ลักษณะนี้รัฐบาลและกลุ่มอำนาจสามารถเลือกได้ 2 แนวทางคือ ยุบสภา แล้วเป็นรัฐบาลรักษาการต่อ หรือไม่ยุบสภาตัดสินใจใช้อำนาจตามกฏหมาย แต่ทั้งสองแนวทางจะนำไปสู่ความพยายามที่จะรวบรวมกำลังทั้งในส่วนทหารในฐานะ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่ยังปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล และระดมมวลชนเข้าปะทะกับมวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อทำการตีโต้ตอบ เพราะมีความเชื่อว่ามีกำลังเพียงพอที่จะเอาชนะได้ สถานการณ์ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง หรือ เข้าสู่สถานการณ์สงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นลักษณะไหน กลุ่มทุนไหนจะประสบชัยชนะ ผู้สูญเสียคือ ประชาชน เจ้าหน้าที่รักษาความสงบ และประเทศจะเสียหายเสี่ยงอยู่ในสภาวะรัฐล้มละลาย และง่ายต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ สถานการณ์ก็จะขยับไปสู่สถานการณ์ขั้นสุดท้าย

3.2.7 สถานการณ์ขั้นที่ 7 สุดท้ายด้วยสูญญากาศ : สถานการณ์ในขั้นนี้มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1) สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้ ในแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มหันหน้าเข้าเจรจากัน มีความเป็นไปได้ว่าทุกกลุ่มจะยอมรวมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่การดำเนินในลักษณะดังกล่าวจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ คงมีความเป็นไปได้ที่ต้องที่การล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะไม่พ้นต้องให้ทหารดำเนินการรัฐประหาร ซึ่งทุกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ ส่วนแนวทางที่ 2 คือ 2) ไม่สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้ สถานการณ์ขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถตกลงร่วมกันได้แต่ละฝ่ายต่างเลือก ที่จะยังคงเผชิญหน้ากันอยู่ ที่เลวร้ายที่สุดคือการแตกแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น กลุ่มล้านนา กลุ่มล้านช้าง กลุ่มอิสาน กลุ่มภาคใต้ กลุ่มภาคกลาง กลุ่มกรุงเทพ เป็นต้น ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเพราะจะแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า สิ่งเหล่านี้คือสภาพสูญญากาศทางอำนาจที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

4. ข้อเสนอแนะตามฉากทัศน์
ข้อเขียนที่ปรากฏในบทความนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงและคงไม่มีบุ ลคลใดที่ปราถนาให้เกิดขึ้นจริง และจะเป็นไปได้หากทุกฝ่ายไม่ยอมละฐิถิและลดความเป็นอัตตาที่มีอยู่ สังคมไทยเคยอยู่กันด้วยความสงบสุขกันมาช้านาน ข้อเสนอแนะต่อไปนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะได้มีผู้เสนอแนวเหล่านี้มาเป็นจำนวนมากแต่ไม่สัมฤทธิ์ผล ยังไงก็ตามบทความนี้ขอนำมาตอกย้ำให้กับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง

4.1 บทบาทของกองทัพ กองทัพจะเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งในสถานการณ์เหล่านี้ เพราะหากกองทัพมีบทบาทในทางที่เหมาะสมแล้ว สถานการณ์โดยรวมจะคลี่คลายมากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้กองทัพเป็นสถาบันที่ควรจะเป็นคือ การเป็นสถาบันหลักแห่งหนึ่งของชาติที่มีความเป็นทหารอาชีพ หากกองทัพยึดมั่นในความเป็นทหารอาชีพแล้ว ย่อมจะส่งผลดีในภาพรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพได้รับความชื่นชมหลังจากเหตุการณ์ใน พ.ค.35 เพราะกองทัพกลับไปยืนอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้ากองทัพมีความเป็นทหารอาชีพอย่างเพียงพอแล้ว ไม่ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง พร้อมทั้งท่าทีที่เหมาะสม การเมืองก็คงไม่ก้าวเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ และจะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากทุกฝ่าย และเป็นสถาบันที่ทุกฝ่ายให้ความเกรงใจ การจะแสดงท่าทีต่างๆ ของกองทัพจะทำให้ทุกฝ่ายรับฟัง เพราะฉะนั้นความเป็นทหารอาชีพคือ เกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้กองทัพตกต่ำ และสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น อีกประการหนึ่งการเข้าปะทะโดยตรงกับมวลชนเป็นบทเรียนที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ว่าเป็นสถานการณ์ที่นำพาไปสู่ความตกต่ำ เพราะกองทัพเป็นสัญญาลักษณ์ของความรุนแรง ประชาชนไม่มีทางที่จะสู้ได้ การวางตัวที่เหมาะสมคือบทบาทของกองทัพที่พึงกระทำ

4.2 กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มการเมือง และ ผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด : วันนี้สังคมไทยนั้นหลายกลุ่มหลายพวก ขาดจิตสำนึกสาธารณะ เพราะทุกคนคิดแต่ประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตนจนลืมมองไปว่าสังคมส่วนรวมเรา จะอยู่กันอย่างไร สังคมจะล่มสลายหรือไม่คนหลายคนไม่เคยคิด เพราะไม่สามารถมองเห็น หากทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ว่าสังคมไทยจะดีขึ้นกว่านี้ หากเราคนไทยทุกคนหันไปมองรอบตัวสักนิดจะพบว่าประเทศรอบๆ บ้านกำลังจะเป็นเพื่อนเราที่ก้าวไปข้างหน้าพ้นเราไป ต่างชาติทั้ง รัฐ และบรรษัทข้ามชาติกำลังเล็งที่จะเข้าแทรกแซงและตักตวงผลประโยชน์ภายหลัง เสถียรภาพภายในประเทศสั่นคลอน เพราะฉะนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดควรที่ จะพยายามหันหน้าเข้าหา เปิดประตูการเจรจา สร้างการยอมรับร่วมจากทุกฝ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

4.3 ประชาชนทุกหมู่เหล่า : ประชาชนคนไทยถือได้ว่ามีเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด เพราะจะถูกใช้เป็นเครื่องมือจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทางออกที่ดีที่สุด ณ วันนี้ของประชาชนคือ หนักแน่น มีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรที่จะทำอย่างไร การศึกษาอาจจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้พิจารณาอย่างรอบคอบขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเชื่อในคุณงามความดีมากว่าเชื่อในวัตถุ การมีจิตสำนึกสาธารณะที่ดี เอื้ออาทรต่อกัน สังคมไทยคงสงบสุขและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

5. บทสรุป
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะแข่งขันกับนานาประเทศทั้งในภูมิภาคนี้และ ภูมิภาคอื่นได้อย่างไม่ด้อยไปกว่าประเทศไหน แต่ปัญหาเสถียรภาพของประเทศในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะไม่เพียงแต่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก วันนี้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ท่ามกลางความเบื่อหน่าย ความเหนื่อยกับคนไทยจำนวนมาก คำถามที่มักจะปรากฏขึ้นในใจกับคนส่วนใหญ่ว่า เมื่อไหร่เรื่องเหล่านี้จะยุติ เมื่อไหร่หลายๆ คนไทยจะมีโอกาสได้ทำมาหากินกันตามปกติ สิ่งเหล่านี้ยังคงไม่มีคำตอบ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของใคร ชนชั้นนำคือกลุ่มทุน (อนุรักษ์นิยม) และกลุ่มทุน (ก้าวหน้า) ที่ครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ หรือเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่เราคนไทยทุกคนต้องหาคำตอบกันเอง สำหรับฉากทัศน์ที่ได้วาดภาพขึ้นในบทความนี้ ถือได้ว่าเป็นเพียงภาพที่ถูกเขียนมาจากการฝันร้าย ถ้าตื่นขึ้นมาทุกอย่างยังคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นเอง ขอให้ประเทศไทยสงบสุขสถาพร

ที่มา – ทอ ทหารดอทเน็ต

"นพดล"เผย "พ.ต.ท.ทักษิณ"รอความหวังให้ศาลเป็นธรรม แต่หากถูกยึดทรัพย์ เตรียมใช้กฎหมายอุทธรณ์แล้ว





นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวานนี้ ตนได้หารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับกรณีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้คาดการณ์ว่าผลการตัดสินดคีจะออกมาเป็นอย่างไร เพียงแต่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่รอความหวัง และความยุติธรรมจากศาลเท่านั้น ซึ่งหากผลการตัดสินออกมาอย่างเป็นธรรม ก็เชื่อว่าจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมแนวทางขอความยุติธรรมไว้แล้ว หากผลการตัดสินคดีออกมาว่ามีความผิดจริง เพื่อใช้สิทธิ์ตามที่กฎหมายเปิดช่องทางไว้อย่างเต็มที่ ส่วนหลังผลการตัดสินคดี พ.ต.ท.ทักษิณจะมีแถลงการณ์ออกมาผ่านทางช่องทางต่างๆ ทั้งจากเว็บไซต์ และผ่านทางพรรคเพื่อไทยด้วย

นอกจากนี้ นายนพดล ยังได้เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ รวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. บางคน หยุดปล่อยข่าวเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไม่ให้เป็นการชี้นำการตัดสินของศาล

Content by VoiceTV

21 กุมภาพันธ์ 2553

แบงก์ กรุงเทพ-ป๋าเปรม-ตำนานและข่าวลือ



แล้วธนาคารกรุงเทพก็ถูกโยงให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ นปช.ออกมาเปิดหลักฐานเรื่องการรับเช็คของ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยพยายามเชื่อมโยง ป๋าเปรมกับกลุ่มทุนไทย ในนาม "คณะ 11" ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เจ้าสัวแบงก์กรุงเทพ นั่นเอง

เช่น เดียวกับก่อนหน้านี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาแฉกรณีสนามกอล์ฟเขาสอยดาวว่า พลเอกเปรมมีคอนเน็กชั่นพิเศษกับตระกูลโสภณพนิช

ภาพที่ปรากฏชัดล่าสุด ของแบงก์กรุงเทพกับการเมืองก็คือ กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางดาวกระจายไปปักหลักชุมนุมที่แบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ย่านสีลม

จะ ว่าไปแล้ว นับแต่การเข้ามาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความพยายามในการเชื่อมโยงคอนเน็กชั่นระหว่างแบงก์กรุงเทพกับพลเอกเปรมอยู่ บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง นายชาตรี โสภณพนิช กับพลเอกเปรม และ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มีการปล่อยข่าวผ่านเว็บไซต์ให้ร่วมกันบอยคอตธุรกิจที่ให้การสนับสนุน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ซึ่งเหยื่อที่ถูกปล่อยข่าวได้แก่ 2 แบงก์ใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย

"ข่าวปล่อย" ครั้งนั้น นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวยืนยันว่า(26พ.ย.52) ธนาคารกรุงเทพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ขณะที่นายชาตรี ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ กล่าวปฏิเสธว่า(27 พ.ย.52) ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแน่นอน ไม่มีเหตุผลที่จะเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันระบบเจ้าสัวในแบงก์ไม่มีแล้ว ธนาคารดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

"หลาย ปีที่ผ่านมาเราไม่เคยยุ่งกับการเมืองหรือใคร ส่วน พล.อ.เปรมประธานองคมนตรีนั้น ยอมรับว่าสนิทกัน เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องการเมืองแม้แต่นิดเดียว" นายชาตรีกล่าว

นอก จากนี้ ยังมีกรณีธนาคารกรุงเทพถูกคนบางกลุ่มพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับ สนุนรัฐบาล เช่น กรณีจัดพิมพ์ "เช็คช่วยชาติ" ด้วยราคาที่ต่ำสุดเพียงฉบับละ 2 บาท จนได้สิทธิ์ในการจัดพิมพ์ แต่ก็ไม่มีการตอบโต้ประการใดออกมาจากผู้บริหารของธนาคาร

หรือในช่วง สงกรานต์จลาจล ฝ่ายความมั่นคงจับกุมผู้เตรียมก่อวินาศกรรมแบงก์กรุงเทพและ ซี.พี. เหตุทั้งหมดเพราะแบงก์กรุงเทพถูกป้ายให้เป็นพวกเสื้อเหลือง

กล่าว สำหรับแบงก์กรุงเทพกับการเมือง มีตำนานที่เล่าขานกันยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ

งานวิจัย เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย สมัยกรุงเทพฯ โดย "ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร" และ "คริส เบเคอร์" ย้อนรอย "แบงก์กรุงเทพ" ไว้ว่า

...ยุคที่เผด็จการทหารครองเมือง หลังการรัฐประหาร 2490 กลุ่มราชครู ที่นำโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เรืองอำนาจกลุ่มราชครูมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายชิน โสภณพนิช เป็นยุคที่กลุ่มนายพลกับแบงก์กรุงเทพ แนบแน่นและเกื้อกูลที่สุดยุคหนึ่ง

แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คู่ปรับของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ได้ลุกขึ้นกระทำรัฐประหาร พ.ศ. 2501 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบงก์กรุงเทพที่นายบุญชู โรจนเสถียร ต้องเข้ามาช่วยดูแลแบงก์กรุงเทพแทน "นายชิน โสภณพนิช"

"นายชินต้อง ลี้ภัยไปฮ่องกงชั่วคราว ในช่วงนี้เองที่นายบุญชูเข้ามาดูแลกิจการธนาคารกรุงเทพแทน นายบุญชูสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับทหารนักการเมืองโดยเชิญจอม พลสฤษดิ์มาเป็น ที่ปรึกษาธนาคาร"

นอกจากนั้นยังเชิญพลเอกประภาส จารุเสถียร มือขวาของจอมพลสฤษดิ์มาเป็นประธานกรรมการบริหาร สมาชิกกลุ่มจอมพลสฤษดิ์หลายคนได้รับเชิญมาดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ บริษัทในเครือแบงก์กรุงเทพ"

ภาพที่ชัดเจนอีกครั้งในช่วงรัฐบาล "พลเอกเปรม" ได้เกิดการปล่อย "ข่าวลือ" ที่เป็นลบกับกิจการแบงก์กรุงเทพ ผ่านสื่อยักษ์ใหญ่ จนกระทั่ง "พลเอกเปรม" ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาแถลงข่าว การันตีสถานะของแบงก์อย่างหนักแน่น และได้เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ในช่วงข้ามคืน


*ประชาชาติธุรกิจ

20 กุมภาพันธ์ 2553

การเมืองในระบอบ อัตตาธิปไตย 'หนวก-ใบ้-บอด' เมื่อถึงคราวจำเป็น

เขียนโดย อริน

พุทธศักราช 2551 ปิดฉากด้วยชัยชนะ (ชั่วคราว) อีกครั้งหนึ่งของฝ่าย "อำมาตยา-อภิชนา ธิปไตย" เมื่อพรรคการเมืองที่มีจำนวนผู้แทนราษฎรเป็นอันดับ 2 มาตลอดระยะการเลือกตั้ง 3 – 4 ครั้งหลัง จับพลัดจับผลู มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลชนิดสมอยากของการเคลื่อนไหวนอกสภาต่อเนื่องมานับจากปี 2548 โดยการนำของกลุ่มคนที่ขนานนามตนเองว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย"

ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเป็นปฏิบัติการยุทธการ กำจัด-กวาดล้าง โดยความร่วมมือทั้งที่ออกนอกหน้าและทั้งแฝงเร้นเป็น "อี แอบ" เป็นพันธมิตรฝ่ายอัตตาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วย "อภิชน -อำมาตย์-เผด็จการทหาร" ภายใต้กติกาบ้านเมืองที่ฝ่ายประชาธิปไตย ยืนยันมาตลอดว่าเป็น "รัด-ทำ -มะ-นูน"


การเมืองฉาก ใหญ่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของกลุ่มทหารระดับ "ขุน ศึก" ในชื่อ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.)" ซึ่งแปรรูป (โดยเลี่ยงการใช้คำ "ปฎิ วัติ-ปฏิรูป" ซึ่งอารยะประเทศรู้เท่าทันการเมืองแบบด้อยพัฒนา) อย่างรวดเร็วเป็น "คณะ มนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)" และตามด้วยการจัดตั้ง "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)" ด้วยวิธีเผด็จอำนาจอีกเช่นเดียวกัน สุดท้ายก็อีกนั่นแหละที่ร่วมมือกัน "ร่วม ภิรมย์-ตั้งครรภ์-ทำคลอด รัด-ทำ-มะ-นูน 2550" พร้อมกับการทำประชามติที่"ชาวโลก" ไม่คิดจะทำกัน จนได้ผลลัพธ์ที่การตีความยังคงไม่ชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีผู้มีผู้มาใช้สิทธิ 25,978,954 คนจาก 45,093,055 คน คิดเป็น 57.61% ผู้เห็นชอบ 14,727,407 คน คิดเป็น 57.81% ไม่เห็นชอบ 10,747,310 คน คิดเป็น 42.19% บัตรเสีย 504,123 ใบ คิดเป็น 1.94%

แต่แม้จะระดมสรรพกำลัง ทุกรูปแบบ พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จากการสูญสลายของพรรคไทยรัก ไทย พร้อมกับวาทกรรมสาดโคลน "นอมินี" จากกลุ่มอำมาตยา-อภิชนาธิปไตยเป็นระลอก พรรคพลังประชาชน ก็ผ่านการเลือกตั้งทั่วไป ด้วยชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง ถึงจะไม่ถล่มทลายท่วมท้นเหมือนการเลือกตั้งปี 2548 แต่ก็เกือบจะถอดพิมพ์การเลือกตั้ง 2544 มายังไงยังงั้น

นำไปสู่การ สุมหัวครั้งล่าสุดของกลุ่มปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ประกาศการต่อสู้ด้วยคำขวัญ "สงคราม ครั้งสุดท้าย" และสำทับด้วยการชูธง "การเมืองใหม่" ที่มีเป้าหมายกำจัดการเมืองและเศรษฐกิจแบบ "สามานย์" ออกไปจากประเทศไทย

ทว่าหัวหอกขบวนแถวอัตตาธิปไตยหรือแกนนำกลุ่ม พันธมิตรฯ ซึ่งไม่เคยลดราวาศอกคำประกาศท่ามกลางการเคลื่อนไหววิหิงสาจากเดือน กุมภาพันธ์ 2551 จนถึงวันที่ "คาย" การยึดครองทำเนียบรัฐบาล และ 2 ท่าอากาศยานสากลเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2551 กลับกล้ำกลืน "น้ำลาย" หรือ "เสลดเสมหะ" ที่ถ่มถุยมาตลอดหลายปี เมื่อฤดูแห่งการผสมพันธุ์ทางการเมืองของบรรดา "ปลา ดุก-ปลาช่อน-ปลาไหล-งูเห่า" หรือแม้กระทั่ง "พังพอน" จะเป็นชุด "5+1" ชุด"9" หรือชุด "ท่า อากาศยาน 20" ก็พากัน "หนวก-บอด-ใบ้" เยี่ยงเดียวกับหนึ่งสาวพิการใจเด็ดเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ในปี พ.ศ.2505 "เฮ เลน เคลเลอร์ (พ.ศ.2433-2511)"

แต่ที่ดูจะหนักข้อ กว่ากันก็ด้วยความที่สาวเฮเลนนั้นเธอหูหนวก ตาบอด และเป็นใบ้มาตั้งแต่อายุ 19 เดือน แต่ "ใจ" ของเธอหาได้พิการไปด้วยไม่ เธอจึงสดับเสียงของโลกและธรรมชาติทั้งมวล ประจักษ์ในความงามของแสงและสี และเธอสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมโลกได้ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ... เหนือสิ่งอื่นใด เธอกับครูพี่เลี้ยงของเธอ "แอนน์ ซุลลิแวน" ร่วมกันทำสงครามใหญ่เพื่อพิสูจน์พลังศักยภาพของมนุษยชาติ จนเธอตระหนักรู้ในพรมแดนสำคัญของความรู้ นั่นคือ "ความดี ความงาม และความจริง"

ฉากจัดตั้งรัฐบาลผสม "มาร์ค 1" ไม่มี "แกนนำ" หน้าไหนออกมาขยับท่าทางหรือแม้แต่หายใจแรงๆ สักอึกหนึ่งกับ "การ เมืองเก่าแก่" ที่ตนเองก่นประณามซ้ำแล้วซ้ำอีกบนทุกเวทีใน "เขต ปกครองพิเศษ" ที่จัดตั้งขึ้นมาตามอำเภอใจเพียงเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง ที่ล้วนพากัน"ยืดอก-พกความภาคภูมิ" กระหยิ่มยิ้มย่องเข้าแถวถ่ายรูปในฐานะ"คณะรัฐมนตรีลำดับที่ 59" ร่วมกับ "นายกรัฐมนตรีคนที่ 27" มีทั้งวงศ์วานว่านเครือที่ได้รับการ "ปูนบำเหน็จเมื่อเสร็จศึก" หนนี้หลังจากกิจกรรม "ตากอากาศกลางสนามรบ ในเขตยึดครองสุวรรณภูมิ" จะโดย "ใบสั่ง" จาก "ใคร-ที่ไหน-อย่างไร-หรือ ไม่" ก็เหลือจะคาดเดา

จะว่าไปการจะป้องกันไม่ให้เกิด ปรากฏการณ์ซ้ำซาก "สองมาตรฐาน" อีก มีหนทางเดียวเท่านั้น คือ การวางและบังคับใช้ให้เป็นไปตามกติกานั้น ซึ่งหมายความเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง "ต้อง" ไม่มี "option" ใดนะครับ...

ผมหมายถึง "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" ประชาธิปไตยนะครับ ไม่มีคำว่า "เป็น ครึ่งๆ กลางๆ" ให้ผู้คนที่เขามีความรู้ความเข้าใจแอบเยาะหยันอยู่ลึกๆ แค่เปิดเข้าไปหาข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์ 2-3 ปีมานี้ก็ประดักประเดิดเต็มทีกับภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวโลก…

ใน ท่ามกลางกระแส "ประชาธิปไตยปฏิรูป" ที่ยัดเยียดปลอมปน เต็มไปด้วย "อัตตาธิปไตย" ในปีก "อภิชนาธิปไตย" และ "อำมาตยาธิปไตย" หรือที่เลวร้ายที่สุดสำหรับระบอบการเมืองการปกครอง "เผด็จการ -ฟาสซิสต์"...

ประชาสามัญชน คนเดินดินกินข้าวแกง อย่างเราๆ ท่านๆ จะใส่เสื้อสีแดงหรือสีใดก็ตาม มีแต่ต้องร่วมใจกันสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมาในบ้านเมืองให้ ได้ ไม่ได้ทำเพื่อคณะราษฎร หรือเจตนารมณ์ 14 ตุลา หรืออะไรทั้งนั้นนะครับ... เพื่อเราเอง เพื่ออนุชนของเรา และเพื่อความไพบูลย์สถาพรของประชาชาติบนแผ่นดินแหลมทองร่วมกันนี้แหละครับ

ประชาธิปไตย จงเจริญ... ประชาชนจงเจริญ... ด้วยภราดรภาพ.


พิมพ์ ครั้งแรก โลกวันนี้ วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

ที่มา: http://arinwan.redthai.org/index.php?topic=199.msg282#msg282

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ”อำมาตยาธิปไตย”

เขียนโดย พิทยา พุกกะมาน

ซัลวาดอร์ อาเยนเด้

การก่อการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยมิได้มี วิกฤตการณ์ทางการเมือง หรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้าย และเป็นภัยอย่างมหันต์แก่ประเทศชาติ และกับคนไทย หากจะเปรียบเทียบกับการปฏิวัติรัฐประหารที่ประเทศชิลีในลาตินอเมริกาในปี 2516 แล้ว การปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยในปี 2549 เป็นการปฏิวัติที่ไร้เหตุผล และไม่มีความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะประเทศไทยในสมัยรัฐบาลทักษิณมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดเมื่อเปรียบ เทียบกับยุคก่อนๆ สำหรับประเทศชิลีเมื่อ 40 ปีก่อนนั้นบริหารโดยนายซัลวาดอร์ อาเยนเด้ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่นำระบบสังคมนิยมมาใช้กับประเทศชิลีเมื่อเข้ามารับ หน้าที่ในปี 2513 หลังจากที่ได้บริหารประเทศมาได้แค่ 1 ปี เศรษฐกิจของประเทศก็เสียหายอย่างยับเยิน ปริมาณการผลิตของประชาชาติลดลงอย่างน่าใจหาย ประชาชนต้องเข้าคิวยาวเพื่อขอรับการจัดสรรขนมปัง เงินอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึงร้อยละ 2,000 ครับ ตัวเลขคือ 2,000

ผมเขียนไม่ได้ผิดแน่ เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เกตต้องขนธนบัติไปหลายตระกร้า สถานการณ์เข้าสู่ขั้นวิกฤตจน สส. ในรัฐสภาคองเกรส ต้องลงมติขอให้ทหารเข้ามากู้สถานการณ์บ้านเมือง ในที่สุด พลเอก เอากูสโต พิโนเช่ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอยู่ในขณะนั้น ก็ทำการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนายอาเยนเด้แล้วบริหารประเทศเป็น เวลา 17 ปี และเขาต้องลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีก็เพราะต้องปฏิบัติตามประชามติที่ต้อง การให้มีการเลือกตั้ง ส่วนประเทศไทยในปี 2549 นั้น มิได้มีวิกฤตการณ์ที่น่าวิตก หากจะมีก็เป็นกลุ่มพันธ์มิตรร่วมกับพรรคการเมืองเก่าแก่ และกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ได้สร้างเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อหวังที่จะโค่นล้มรัฐบาล ทักษิณ หลังจากการรัฐประหาร และรัฐบาลภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้มีการกำเนิดของกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านระบบเผด็จการทหาร /พลเรือน โดยกลุ่มนี้ได้พัฒนามาเป็นกลุ่มสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เรียกว่ากลุ่มคน เสื้อแดง


กลุ่มคนเสื้อแดงมีวัตถุประสงค์หลักในการต่อต้านกลุ่มเผด็จการที่กลุ่มนี้ เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย และให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ฉะนั้น คำว่า อำมาตยาธิปไตยนั้น ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยกลุ่มต่อต้านเผด็จการหลังการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 และก็มีการใช้คำนี้มาจนติดปาก โดยคำว่าอำมาตยาธิปไตยนี้ให้หมายถึงระบอบการเมืองที่กำหนดโดยอำมาตย์หรือ ระบอบการบริหารบ้านเมืองที่ฝ่ายอำมาตย์มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และมีอำนาจเหนือระบอบประชาธิปไตย เหนือรัฐธรรมนูญ และเหนือมติของประชาชน หากระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนแล้วไซร้ ระบอบอำมาตยาธิปไตยคือการปกครองโดยอำมาตย์ ของอำมาตย์ และเพื่ออำมาตย์ เป็นที่น่าเสียดายที่เวลาได้ผ่านพ้นไปถึง 78 ปีหลังจากที่พระยาพหล พลพยุหเสนา ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นบิดาของระบอบประชาธิปไตยของไทย ได้อภิวัฒน์การปกครองในประเทศไทยในปี 2475 แต่ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของระบอบอำมาตยาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบที่ ตรงกับข้ามกับระบอบประชาธิปไตย


ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าคำว่าอำมาตยาธิปไตยหมายถึงระบอบการปกครอง โดยกลุ่มอภิสิทธิ์ชน และกลุ่มศักดินาซึ่งประกอบด้วยนายทหาร และพลเรือนอาวุโส แต่ก็มีหลายคนยังไม่ทราบว่า คำว่าอำมาตยาธิปไตยหรือคำว่าอำมาตย์ถูกบัญญัติขึ้นได้อย่างไร คำอธิบายก็คือ คำว่าอำมาตยาธิปไตยน่าจะหมายถึงระบบราชทางของไทย และคำว่าอำมาตย์น่าจะหมายถึงข้าราชการพลเรืองชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งใช้เรียกขานกันในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 อนึ่ง เนื่องจากทหารไม่ไช่ข้าราชการพลเรือน จึงไม่ไช่อำมาตย์ ทหารเขาใช้ยศทหารซึ่งอิงระบบสากล คือนายสิบ นายร้อย นายพัน และนายพล แต่ข้าราชพลเรือนไม่มียศเหมือนกับทหาร จึงต้องมีการจำแนกระบบอาวุโส ดังนี้

มหาอำมาตย์เอก (มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา) มหาอำมาตย์โท (บรรดาศักดิ์เป็นพระยา) มหาอำมาตย์ตรี (พระยา) อำมาตย์เอก (พระยา) อำมาตย์โท (พระยา) อำมาตย์ตรี (บรรดาศักดิ์เป็นหลวง) รองอำมาตย์เอก (หลวง) ฯลฯ สำหรับทหารนั้น นอกจากยศแล้วก็มีบรรดาศักดิ์เหมือนกัน เช่น ตั้งแต่พันเอกจนถึงพลเอกมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ตั้งแต่พลโทลงไปมีบรรดาศักดิ์เป็นพระ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น พันเอกพหล พลพยุหเสนามีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ส่วนดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นอำมาตย์ตรี มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง หลังจากรัชกาลที่ 8 เป็นต้นมาระบบข้าราชการพลเรือนก็ได้เปลียนชื่อจากระบบอำมาตย์มาเป็นระบบที่ ทันสมัยขึ้น โดยนับจากข้าราชการชั้นต่ำสุดถึงชั้นสูงสุด คือ ชั้นประทวน ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก และชั้นพิเศษ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2517 เป็นต้นมา ระบบข้าราชการพลเรือนได้เปลี่ยนเป็นระบบซี โดยมีอัตราตำแหน่งตั้งแต่ซี 1 ไปจนถึงซี 11


สำหรับคำว่ากลุ่มศักดินานั้น หมายถึงกลุ่มขุนนางในระบบเจ้าขุนมูลนาย (Feudalism)ในยุคกลาง (Medieval) ในยุโรป ระบบศักดินาเป็นระบบการปกครองที่มีรูปแบบเหมือนพีรามิด โดยมีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 ชนชั้น แต่ละชนชั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน ระบบนี้มีคงอยู่ได้ด้วยความจงรักภักดี และการรับใช้เจ้านายเหนือชั้นขึ้นไป เช่นเดียวกับระบบซามูไรในประเทศญี่ปุ่นเพราะคำว่าซามูไรแปลว่า”การรับใช้” ชนชั้นสูงสุดคือกษัตริย์ รองลงมาถือชั้นขุนนางหรือศักดินาเพราะได้รับการจัดสรรที่นาหรือที่ดินจาก กษัตริย์

ฝ่ายขุนนางก็มีพันธ์กรณีรับใช้กษัตริย์โดยจัดกำลังทหารให้แก่กษัตริย์ในยาม สงคราม ชั้นต่ำสุดคือไพร่ ชาวนา และทาษอยู่ในกลุ่มชนชั้นนี้ ฝ่ายไพร่มีหน้าที่ทำนา รับใช้ขุนนาง และเป็นทหารของขุนนาง ฝ่ายขุนนางก็มีหน้าที่จัดสรรที่ดินให้ไพร่ทำกิน และให้การคุ้มครองไพร่ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ระบบศักดินาคือระบบสัญญาแบ่งความรับผิดชอบ และหน้าที่หรือ contract ระหว่างชนชั้นต่างๆ แต่ละชนชั้นมีข้อผูกมัด และพันธ์กรณีที่จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน ในที่สุด ระบบศักดินาก็ถูกพัฒนาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยระบบสัญญาข้างต้นนี้ก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญ


ปัจจุบัน คำว่าศักดินามิได้หมายถึงขุนนางผู้มีนาหรือที่ดินต่อไปอีกแล้ว แต่หมายถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนนายทุนใหญ่ที่นิยมเผด็จการ และไม่ต้องการให้ประชาชนทั่วๆ ไปมีอำนาจอธิปไตยตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ในทำนองเดียวกัน ระบบอำมาตยาธิปไตยก็ไม่ไช่ระบบข้าราชการพลเรือนในสมัยนี้ต่อไปแล้ว

ฉะนั้น ข้อพึงระวังก็คือ การใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออำมาตย์ซึ่งหมายถึงนักเผด็จการ และผู้ที่เป็นอภิสิทธิชนนั้น อาจจะทำให้ข้าราชการพลเรือน และทหารที่เป็นคนดี และรักประชาธิปไตยพลอยติดแหไปกับเขาด้วย อำมาตย์ก็มีทั้งดี และไม่ดี แต่สำหรับนักเผด็จการนั้น คงไม่มีนักเผด็จการที่ดี และมีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแม้แต่คนเดียว


*www.redthai.org

ม็อบแดงย่ำ"สีลม" สะเทือนถึง"สี่เสาฯ" ตรวจสอบ"ผู้ถือหุ้นแบงก์บัวหลวง ไม่พบป๋า แต่พบ "พะจุณณ์" !!

หัวหน้าสำนักงานประธาน องคมนตรี คนใกล้ชิด พล.อ.เปรม มีชื่อโผล่ ถือหุ้นธนาคารกรุงเทพ พร้อมตระกูลดังอีกเพียบ !!

กรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ได้ยกพลมาชุมนุมประท้วงที่บริเวณหน้าอาคารธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม ตั้งแต่เที่ยงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อบอกกับสาธารณชนว่าตระกูลโสภณพนิช เจ้าของธนาคารกรุงเทพมีความใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการโค่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงต่อกลุ่มธนาคารกรุงเทพในครั้งนี้นับเป็นครั้ง ที่ 2 หลังจากเมื่อเดือนที่แล้วได้ยกพล ไปประท้วงที่สนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ของคนตระกูลโสภณพนิช เมื่อเดือนที่ผ่านมาพร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดเนินคดีบุกรุกป่า สงวนแห่งชาติของสนามกอ์ลฟเขาสอยดาวโดยเร็วๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเสื้อแดงพยายามเชื่อมโยงว่า พล.อ.เปรมมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพเนื่องจากเคยเป็น ประธานที่ปรึกษาให้ธนาคารแห่งนี้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ออกมาระบุว่ามีนักธุรกิจชั้นนำหลายคน อาทิ นางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ นายชาตรี โสภณพนิช ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารกรุงเทพเป็นสมาชิก คณะ 11 ที่สนับสนุน พล.อ.เปรม
แต่ทว่านายชาตรี โสภณพนิช ก็มิได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวแต่อย่างใด
มีเพียงนายสถาพร กวิตานนท์ รองประธานธนาคารกรุงเทพออกมาปฏิเสธทำนองว่าพล.อ.เปรมมิได้เกี่ยวข้องกับการ บริหารงานของธนาคารกรุงเทพ แต่ยอมรับว่าเคยมีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาและเคยมีบุญคุณต่อธนาคารเท่า นั้น
"ประชาชาติธุรกิจ"ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นธนาคารกรุงเทพในช่วงปี 2521 เป็นต้นมาที่พล.อ.เปรมเริ่มมีอำนาจทางการเมือง ไม่พบว่า ป๋าเปรม ถือครองหุ้น แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2519 มีผู้ถือหุ้น จำนวน 1,358 คน ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ นายชิน โสภณพนิช จำนวน 2,509,712 หุ้น อันดับ 2 กระทรวงการคลัง 1,172,534 หุ้น อันดับ 3 นายชาตรี โสภณพนิช 1,031,552 หุ้น อันดับ 4 นายวิระ รมยะรูป 319,597 หุ้น อันดับ 5 นาบประมุข สุวรรณศิลป์ 234,011 หุ้น
ผู้ถือหุ้นในช่วงต้นปี 2531 ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.อ.เปรมยังมีอำนาจทางการเมือง ไม่พบ พล.อ.เปรมถือหุ้น โดยมีกระทรวงการคลัง ซึ่งระบุว่าที่อยู่ว่า "ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ" ถือหุ้นใหญ่ 2,480,975 หุ้น หรือร้อยละ 4.96 รองลงมาคือ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย จำกัด 2,101,187 หุ้น หรือร้อยละ 4.20 และบริษัท พิพัฒน์ธนกิจ จำกัด 1,469,468 หุ้น หรือร้อยละ 2.94 อันดับ 4 บริษัทวังเพชร จำกัด 1,386,731 หุ้น หรือร้อยละ 2.77 หุ้น อันดับ 5 บงล.ร่วมเสริมกิจ จำกัด 1,184,986 หุ้น หรือร้อยละ 2.37
จากการตรวจสอบ ผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 12 เมษายน 2550 นอกจากตระกูลโสภณพนิชถือหุ้นใหญ่ ยังมีคนตระกูลดังถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก อาทิ บริษัท ไสวประภาสและบุตร จำกัด ,น.ส.อรนุช โมกขะเวส ,พล.อ.พงษ์ ปุณณกันต์ ,นายสันติ ภิรมย์ภักดี, นายวีรทัศ วัชโรชทัย ,นายทวี จารุสมบัติ ,นางวรรณา คุณกิตติ ,นายไตรภพ ลิมปพัทธ์, นางลัดดา เทือกสุบรรณ, นายเมธา วิชัยดิษฐ์ ,นางแอน มาลากุล ณ อยุธยา , นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นายบุญยสิทธิ โชควัฒนา นายสมชัย จาตุศรีพิทักษ์ เป็นต้น
และยังพบชื่อ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป (ยศขณะนั้น) หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ถือหุ้น จำนวน 1,000 หุ้น ด้วย
แหม ...ก็หุ้นบัวหลวง มันน่าลงทุน (นี่หน่า )

*ประชาชาติธุรกิจ

19 กุมภาพันธ์ 2553

จาตุรนต์ : คำถาม-ข้อโต้แย้งความเห็น คตส.ในคดียึดทรัพย์ “วัวกินหญ้าหรือคนกินหญ้ากันแน่”

ม.ล.ปลื้ม : อุดมการณ์ของสื่อมวลชนที่ขัดเเย้งกันเอง

ม.ล.ณัฏ ฐกรณ์ เทวกุล
ผู้ดำเนินรายการ “DailyDose” ทาง www.voicetv.co.th [1]

ตอนนี้เป็นช่วงพักรบสำหรับสงครามสื่อ เเต่ทุกอย่างนั้นชัดเจนว่า สื่อสิ่งพิมพ์เเละเวบไซต์ในปัจจุบันหลายค่าย เลือกข้างไปเเล้วว่าจะสนับสนุนอุดมการณ์ฝ่ายไหน ส่วนตรงกลางก็ยังมีอยู่บ้าง**

ถ้าจะพูดถึงสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีและสถานีวิทยุกระแสหลักที่บริหารงานเชิง พาณิชย์เเละใช้เวลาส่วนใหญ่นำเสนอเนื้อหาบันเทิงเชิงสังคมเเละสังคมเชิง บันเทิง สื่อเหล่านี้จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง / บ่อยครั้งในรูปเเบบที่ผิวเผิน / ปราศจากความคิดเห็นในการสังเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองอย่างกล้าพูดกล้าทำ รวมทั้งเดินตาม Narrative Agenda หรือมุมมองเเละทิศทางในการเสนอข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพล ซึงในส่วนนี้คล้ายกับในสหรัฐอเมริกาที่ทั้ง ABC News CBS News เเละ NBC News จะวิ่งตามประเด็นที่เปิดโดยหนังสือพิมพ์ New York Times จนมาถึงปัจจุบันที่สถานีโทรทัศน์ FoxNews เป็นฝ่ายเปิดประเด็นใหม่เองบ้าง ทีวีเเละวิทยุกระเเสหลักสามารถดำรงไว้เเห่งเป็นกลางด้วยยุทธศาสตร์ที่หลีก หลบโจทย์สำคัญที่เเท้จริงของชาติบ้านเมือง

ยังมีสื่ออีกเเขนงหนึ่ง นั่นคือ วิทยุ อาทิ FM 101, FM 90.25, FM 97.75, เเละ FM 92.25 ซึ่งกลายเป็นกระบอกเสียงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย กระบอกเสียงในการเชิดชูบทบาทขององค์กรอิสระ เช่น กกต. ปปช. คตง. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เเละเเน่นอน เชิดชูการเเผ่อำนาจของบุคคลที่มีอิทธิพลในบ้านเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือก ตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ผบ.เหล่าทัพ องคมนตรี ราษฎรอาวุโส และ ส.ว.เเต่งตั้ง

แต่สถานีวิทยุยังไม่พอ ยังมีหนังสือพิมพ์ค่าย Nation, ASTV ผู้จัดการ, ไทยโพสต์เเละเเนวหน้า ที่เสนอหน้าให้ข้อมูลเป็นอคติต่อผู้ที่เคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ตลอด เวลา หล่อหลอมให้ผู้อ่านเกลียดชังผู้เเทนของประชาชน ยกเว้นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์เเละพรรคการเมืองใหม่

ขณะที่สื่อมวลชนอีกซีก ก็สนับสนุนจุดยืนที่จะผลักดันให้เป้าหมายของฝ่ายมวลชน ฝ่ายประชาธิปไตย เเละอุดมการณ์บางส่วนของพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาชนจริงๆ เป็นไปตามที่ควรจะเป็น สื่อมวลชนในกลุ่มนี้ มี D-Station, หนังสือพิมพ์ Thai Red News, หรืออาจรวมไปถึงเวบไซต์www.prachatai.com [2] www.thaienews.blogspot.com, www.thailandmirror.com ฯลฯ*** หนังสือพิมพ์ชื่อดังหลายฉบับ ผมก็มองว่า เขาเข้าใจบทบาทของฝ่ายประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดีหรืออย่างน้อยให้ความเป็น ธรรม ในกลุ่มนี้ก็จะมี บางกอกทูเดย์, โพสต์ทูเดย์, มติชน, ไทยรัฐ, เดลินิวส์ ฯลฯ

หลังคดียึดทรัพย์ ความเข้มข้นในการนำเสนอความคิดเห็นของกองบรรณาธิการทุกสำนักข่าวนั้น จะ เพิ่มดีกรีขึ้นอย่างเเน่นอน เส้นเเบ่งฝ่ายในสมรภูมินี้ จะชัดเจนมากขึ้นทุกวัน เเละในช่วงนั้นสงครามระหว่างสื่อมวลชนกันเองจะปะทุขึ้นอีกรอบ***

ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ ตราบใดที่ทุกคนได้พูดอย่างที่อยากพูด ได้เขียนอย่างที่อยากเขียน แต่ปัญหาจะเกิดหากเครือข่ายอำมาตย์ผู้มีอิทธิพล พยายามใช้บารมีเเละกลไกทางเทคนิค สกัดการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

จุดนี้เอง เมื่อสื่อค่ายไหนให้ความร่วมมือในการบิดเบือนข้อเขียน ภาพ ใส่ร้ายป้ายสี กีดกั้น หรือเซ็นเซอร์ เเละเเม้กระทั่งการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censor) เราก็จะรู้ว่า สื่อกลุ่มไหนรับใช้อำมาตย์ ถึงเวลานั้นอุดมการณ์ของเเต่ละสำนักข่าวเเละเเต่ละบริษทเอกชนที่เป็นเจ้าของ สำนักข่าวก็จะชัดเจน ว่าพร้อมจะให้บริการฝ่ายไหน เเละก็ยิ่งชัดเจนว่าพร้อมจะยืนอยู่ข้างความถูกต้องหรือไม่

Links:
[1] http://www.voicetv.co.th/
[2] http://www.prachatai.com/

ประชาไท - การเมือง